แนวทางตรวจสอบและแก้ไขงานบัญชีสำหรับผู้ประกอบการ
ปรึกษาปัญหาบัญชี แก้ยอดไม่ตรง เอกสารขาด และบัญชีผิดพลาดอย่างไร
ปรึกษาปัญหาบัญชี เป็นทางเลือกสำหรับผู้ประกอบการที่พบความผิดปกติของข้อมูลทางบัญชี เช่น ยอดเงินในบัญชีไม่ตรงกับธนาคาร รายรับรายจ่ายตกหล่น เอกสารไม่ครบ บันทึกรายการผิดประเภท หรือไม่สามารถจัดทำรายงานทางการเงินที่เชื่อถือได้
เมื่อพบปัญหา สิ่งสำคัญไม่ใช่การรีบปรับตัวเลขให้ตรงกันทันที แต่ต้อง ตรวจสอบสาเหตุจากเอกสารต้นทาง รายการบัญชี และรายงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนพิจารณาวิธีแก้ไข เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดเพิ่มเติมหรือกระทบต่อการจัดทำงบการเงินและภาษี
บทความนี้รวบรวมปัญหาบัญชีที่พบบ่อย วิธีตรวจสอบเบื้องต้น ขั้นตอนการปรับปรุงบัญชี และแนวทางเลือกที่ปรึกษาให้เหมาะกับธุรกิจ เพื่อให้เจ้าของกิจการเข้าใจปัญหาและวางแผนแก้ไขได้อย่างเป็นระบบ
✓ ตรวจสาเหตุของยอดบัญชีไม่ตรงและรายการผิดพลาด
✓ รู้วิธีเตรียมเอกสารก่อนปรึกษาผู้ทำบัญชี
✓ วางแนวทางแก้ไขและป้องกันปัญหาบัญชีซ้ำ

ปรึกษาปัญหาบัญชี คืออะไร และช่วยแก้เรื่องใดได้บ้าง?
การปรึกษาปัญหาบัญชีคือการนำข้อสงสัยหรือความผิดปกติของข้อมูลทางบัญชีมาวิเคราะห์ร่วมกับผู้มีความรู้ด้านบัญชี เพื่อค้นหาสาเหตุ ประเมินผลกระทบ และกำหนดแนวทางแก้ไขให้เหมาะกับข้อเท็จจริงของกิจการ
ปัญหาบัญชีไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบริษัทที่ไม่มีพนักงานบัญชีเท่านั้น กิจการที่มีฝ่ายบัญชีภายในก็อาจพบปัญหาจากการส่งเอกสารระหว่างแผนก การใช้โปรแกรมหลายระบบ หรือการกำหนดขั้นตอนตรวจสอบที่ไม่ชัดเจน
ตัวอย่างเช่น ฝ่ายขายบันทึกยอดขายในระบบแล้ว แต่ฝ่ายการเงินยังไม่ได้รับชำระเงิน ขณะที่ฝ่ายบัญชีไม่ได้รับข้อมูลลูกหนี้ครบถ้วน เมื่อสิ้นเดือนยอดรายได้ ลูกหนี้ และเงินรับจึงอาจไม่สัมพันธ์กัน
ที่ปรึกษาบัญชีจะช่วยวิเคราะห์ว่าปัญหาเกิดจากเอกสาร ข้อมูล การบันทึก หรือระบบควบคุมภายใน แต่การแก้ไขจะต้องอาศัยหลักฐานและการตรวจสอบรายการจริงก่อน จึงไม่สามารถรับประกันได้ว่าทุกปัญหาจะแก้ไขได้ทันที
สำหรับกิจการที่ต้องการจัดระบบงานใหม่ สามารถศึกษา แนวทางการให้คำปรึกษาวางระบบบัญชี เพื่อทำความเข้าใจการจัดขั้นตอนบัญชีให้สัมพันธ์กับการดำเนินธุรกิจ

6 ปัญหาบัญชีที่ผู้ประกอบการพบบ่อย
ปัญหาบัญชีของแต่ละกิจการแตกต่างกันตามประเภทธุรกิจ จำนวนรายการ และระบบเอกสาร แต่มีลักษณะปัญหาหลายเรื่องที่พบได้ทั่วไป
1. ยอดบัญชีไม่ตรง
ยอดบัญชีธนาคาร ลูกหนี้ เจ้าหนี้ หรือบัญชีแยกประเภทไม่ตรงกับเอกสารและรายงานที่เกี่ยวข้อง
2. เอกสารบัญชีไม่ครบ
ไม่มีใบเสร็จ ใบกำกับภาษี ใบสำคัญจ่าย หรือเอกสารอธิบายรายการที่เกิดขึ้นจริง
3. บันทึกบัญชีผิดประเภท
บันทึกสินทรัพย์เป็นค่าใช้จ่าย บันทึกรายได้ผิดงวด หรือจัดประเภทรายการผิดจากข้อเท็จจริง
4. บัญชีไม่เป็นปัจจุบัน
เอกสารสะสมหลายเดือน รายการบัญชีไม่ได้บันทึกตามรอบ และไม่สามารถเรียกรายงานล่าสุดได้
5. ข้อมูลจากโปรแกรมไม่ตรง
ข้อมูลจากระบบขาย ระบบสต็อก และโปรแกรมบัญชีไม่สัมพันธ์กัน หรือมีการบันทึกรายการซ้ำ
6. บัญชีและภาษีคลาดเคลื่อน
ยอดในรายงานภาษีไม่ตรงกับรายการบัญชี หรือพบความแตกต่างที่ยังไม่มีคำอธิบายรองรับ
หากปัญหาเกี่ยวข้องกับข้อมูลบัญชีจากงวดก่อน สามารถอ่าน วิธีตรวจสอบและแก้ไขบัญชีไม่เรียบร้อยจากปีก่อน โดยแยกงานตรวจสอบย้อนหลังออกจากการจัดทำบัญชีประจำงวดปัจจุบัน
ยอดบัญชีไม่ตรงกับธนาคาร ควรตรวจสอบอย่างไร?
ยอดเงินฝากตามสมุดบัญชีไม่จำเป็นต้องเท่ากับยอดในรายการธนาคาร ณ เวลาเดียวกันเสมอไป เพราะอาจมีรายการอยู่ระหว่างดำเนินการ ค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ย หรือรายการที่ยังไม่ได้บันทึกบัญชี
การตรวจสอบควรเริ่มจากการนำ Bank Statement มาเปรียบเทียบกับสมุดบัญชีแยกประเภทหรือรายงานบัญชีธนาคารทีละรายการ เพื่อระบุว่าความแตกต่างเกิดจากอะไร
ตัวอย่างการกระทบยอดบัญชีธนาคาร
สมมติยอดเงินฝากตามบัญชีแยกประเภท 150,000 บาท
ยอดเงินฝากตามรายการธนาคาร 149,500 บาท
พบค่าธรรมเนียมธนาคาร 500 บาท ซึ่งกิจการยังไม่ได้บันทึก
เมื่อมีหลักฐานยืนยันรายการค่าธรรมเนียมและบันทึกปรับปรุงอย่างถูกต้อง ยอดบัญชีจึงอาจตรงกับรายการธนาคารได้
ตัวอย่างนี้เป็นเพียงกรณีสมมติ หากพบรายการอื่นที่ยังไม่สามารถอธิบายได้ ไม่ควรบันทึกเป็นรายจ่ายหรือรายได้เพื่อทำให้ยอดตรงกันโดยไม่มีหลักฐานรองรับ
ควรจัดทำตารางกระทบยอดเป็นประจำ และกำหนดผู้ตรวจสอบแยกจากผู้บันทึกรายการตามความเหมาะสมของกิจการ เพื่อช่วยป้องกันการสะสมข้อผิดพลาด

เอกสารบัญชีไม่ครบหรือสูญหาย ควรทำอย่างไร?
เอกสารบัญชีเป็นหลักฐานสำคัญในการแสดงที่มาและรายละเอียดของธุรกรรม หากเอกสารไม่ครบ ผู้ทำบัญชีอาจไม่สามารถระบุประเภท จำนวน หรือช่วงเวลาของรายการได้อย่างถูกต้อง
ขั้นตอนแรกคือแยกเอกสารที่มีอยู่กับรายการที่ยังขาด แล้วติดต่อผู้ขายหรือผู้เกี่ยวข้องเพื่อขอเอกสารเพิ่มเติมตามความเหมาะสม โดยต้องจัดทำข้อมูลตามข้อเท็จจริง ไม่สร้างเอกสารหรือรายการซื้อขายที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง
รายการที่ควรตรวจสอบ
- ใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีจากการซื้อสินค้าและบริการ
- หลักฐานการโอนเงินหรือการชำระผ่านธนาคาร
- ใบสั่งซื้อ สัญญา และเอกสารรับสินค้าหรือบริการ
- ใบสำคัญรับ ใบสำคัญจ่าย และรายการอนุมัติภายใน
- หลักฐานภาษีหัก ณ ที่จ่ายและรายงานภาษีที่เกี่ยวข้อง
การมีหลักฐานจ่ายเงินไม่ได้หมายความว่ารายการจะใช้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้ทุกกรณี ต้องพิจารณาลักษณะรายจ่าย หลักฐาน และข้อจำกัดตามกฎหมายเพิ่มเติม
ศึกษาแนวทางจาก การเตรียมเอกสารส่งสำนักงานบัญชี และ รายจ่ายต้องห้ามทางภาษีที่ผู้ประกอบการควรรู้ เพื่อจัดระบบการเก็บหลักฐานให้เหมาะสม
บันทึกบัญชีผิดประเภท ต้องแก้ไขอย่างไร?
รายการบัญชีที่บันทึกผิดประเภทอาจทำให้งบการเงินไม่สะท้อนฐานะและผลการดำเนินงานตามข้อเท็จจริง เช่น การบันทึกเงินให้กู้ยืมเป็นค่าใช้จ่าย หรือบันทึกการซื้อทรัพย์สินถาวรเป็นค่าใช้จ่ายทันทีโดยไม่ได้พิจารณาหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
การแก้ไขควรเริ่มจากตรวจเอกสารและเหตุผลของการบันทึกเดิม จากนั้นพิจารณาวิธีปรับปรุงตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผลกระทบต่อภาษีและงบการเงินที่เคยจัดทำ
หากข้อผิดพลาดอยู่ในงวดบัญชีปัจจุบัน แนวทางแก้ไขอาจแตกต่างจากข้อผิดพลาดในงบการเงินของปีก่อนที่อนุมัติหรือยื่นต่อหน่วยงานแล้ว โดยต้องพิจารณาสาระสำคัญของรายการและหลักเกณฑ์การแก้ไขข้อผิดพลาดของงวดก่อน
ไม่ควรลบข้อมูลเดิมหรือเปลี่ยนยอดโดยไม่มีร่องรอยการตรวจสอบ โดยเฉพาะเมื่อใช้โปรแกรมบัญชี ควรเก็บหลักฐานรายการปรับปรุงและผู้อนุมัติให้ตรวจสอบย้อนหลังได้
ผู้ประกอบการสามารถศึกษาพื้นฐานการจัดทำข้อมูลจาก มาตรฐานการบัญชี และ หน้าที่ในการจัดทำงบการเงิน เพื่อเข้าใจผลกระทบของรายการบัญชีต่อรายงานทางการเงิน
บัญชีบริษัทมีปัญหา ไม่ทราบว่าจะเริ่มตรวจจากจุดไหน?
สอบถามแนวทางตรวจสอบเอกสาร ยอดบัญชี และรายการที่คลาดเคลื่อน เพื่อประเมินปัญหาและกำหนดขั้นตอนดำเนินการให้เหมาะกับกิจการ
โทร 097-236-2994LINE: p2pacc5 ขั้นตอนตรวจสอบและวางแผนแก้ไขปัญหาบัญชี
การแก้ไขงานบัญชีที่มีปัญหาควรดำเนินการเป็นขั้นตอน โดยแยกระหว่างการค้นหาข้อผิดพลาด การปรับปรุงข้อมูล และการจัดระบบป้องกันปัญหาในอนาคต
ขั้นที่ 1 ระบุปัญหา
รวบรวมข้อมูลว่าพบความคลาดเคลื่อนในบัญชีใด ช่วงเวลาใด และส่งผลต่อรายงานอะไรบ้าง
ขั้นที่ 2 รวบรวมหลักฐาน
ตรวจเอกสาร รายการธนาคาร รายงานภาษี และข้อมูลในระบบที่เกี่ยวข้องกับปัญหา
ขั้นที่ 3 วิเคราะห์สาเหตุ
แยกว่าข้อผิดพลาดเกิดจากข้อมูลต้นทาง วิธีบันทึก โปรแกรม หรือขั้นตอนการทำงาน
ขั้นที่ 4 ปรับปรุงข้อมูล
พิจารณารายการปรับปรุงตามหลักบัญชีและกฎหมาย พร้อมจัดเก็บหลักฐานและอนุมัติการแก้ไข
ขั้นที่ 5 ป้องกันเกิดซ้ำ
กำหนดผู้รับผิดชอบ วิธีรับส่งเอกสาร รอบตรวจสอบ และขั้นตอนกระทบยอดให้ชัดเจน
ระยะเวลาและขอบเขตการแก้ไขขึ้นอยู่กับจำนวนรายการ ความครบถ้วนของเอกสาร และความซับซ้อนของปัญหา โดยควรตกลงงานที่ต้องตรวจสอบกับผู้ให้คำปรึกษาก่อนเริ่มดำเนินการ
.jpg)
ปัญหาบัญชีเกี่ยวข้องกับภาษี ต้องตรวจสอบอะไรเพิ่มเติม?
เมื่อพบข้อผิดพลาดทางบัญชี ต้องตรวจสอบด้วยว่ารายการนั้นกระทบการคำนวณภาษีหรือแบบภาษีที่เคยยื่นหรือไม่ เพราะข้อมูลบัญชีและข้อมูลภาษีมีความสัมพันธ์กัน แต่หลักเกณฑ์การรับรู้และการคำนวณอาจแตกต่างกัน
ตัวอย่างเช่น หากพบใบกำกับภาษีซื้อไม่ได้บันทึก หรือมีการบันทึกรายได้ตกหล่น ต้องตรวจช่วงเวลาของรายการ เอกสารประกอบ สิทธิทางภาษี และรายงานภาษีที่เคยจัดทำ ก่อนพิจารณาว่าต้องปรับปรุงหรือยื่นแบบเพิ่มเติมหรือไม่
ในกรณีที่เคยยื่นงบการเงินหรือแบบภาษีไปแล้ว การแก้ไขอาจมีเงื่อนไขเพิ่มเติม และไม่ได้หมายความว่าทุกความคลาดเคลื่อนต้องแก้ไขด้วยวิธีเดียวกัน ผู้ประกอบการควรให้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและหลักเกณฑ์ที่ใช้ในช่วงเวลาของรายการ
สามารถศึกษารายละเอียดเรื่อง ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และ ภาษีที่เกี่ยวข้องกับบริษัท เพื่อแยกหน้าที่ภาษีแต่ละประเภทได้ชัดเจนขึ้น
โปรแกรมบัญชีช่วยลดปัญหาบัญชีได้หรือไม่?
โปรแกรมบัญชีสามารถช่วยจัดเก็บข้อมูลและประมวลผลรายการได้สะดวกขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าข้อมูลที่บันทึกในระบบจะถูกต้องเสมอไป เพราะคุณภาพของรายงานยังขึ้นอยู่กับเอกสารต้นทาง การตั้งค่าระบบ และวิธีบันทึกรายการ
ตัวอย่างเช่น หากตั้งค่าบัญชีรายได้ผิดหมวด หรือมีการนำเข้ารายการขายซ้ำ รายงานที่โปรแกรมแสดงก็อาจคลาดเคลื่อน แม้ระบบจะคำนวณตามข้อมูลที่ได้รับอย่างถูกต้องก็ตาม
หากกิจการใช้หลายโปรแกรม ควรกำหนดว่าระบบใดเป็นแหล่งข้อมูลหลัก วิธีส่งต่อรายการทำอย่างไร และผู้ใดรับผิดชอบการตรวจสอบข้อมูลระหว่างระบบ เพื่อป้องกันการบันทึกซ้ำหรือรายการตกหล่น
การพิจารณาโปรแกรมบัญชีควรเริ่มจากลักษณะธุรกิจและขั้นตอนการทำงาน สามารถอ่าน การเลือกโปรแกรมบัญชีสำหรับธุรกิจ และ แนวทางวางระบบบัญชีออนไลน์ ประกอบการตัดสินใจ

เลือกที่ปรึกษาปัญหาบัญชีอย่างไรให้เหมาะกับธุรกิจ?
การเลือกที่ปรึกษาบัญชีไม่ควรพิจารณาเพียงความสะดวกในการติดต่อหรือคำโฆษณาว่าสามารถแก้ไขได้ทุกกรณี แต่ควรตรวจความสามารถในการวิเคราะห์ปัญหา ขอบเขตงาน และแนวทางตรวจสอบข้อมูล
1. มีความรู้และเข้าใจประเภทธุรกิจ
ลักษณะงานบัญชีของบริษัทบริการ ร้านค้า โรงงาน และธุรกิจก่อสร้างแตกต่างกัน ที่ปรึกษาควรเข้าใจรายการสำคัญและระบบเอกสารของกิจการที่ต้องตรวจสอบ
2. อธิบายสาเหตุและแนวทางแก้ไขได้
ผู้ให้คำปรึกษาควรอธิบายให้ผู้ประกอบการเข้าใจว่าปัญหาเกิดจากเรื่องใด ต้องใช้เอกสารอะไร และมีข้อจำกัดหรือความเสี่ยงใดก่อนเริ่มดำเนินการ
3. มีขั้นตอนตรวจสอบและส่งมอบงาน
ควรกำหนดรายการงาน ระยะเวลาที่ประเมินได้ วิธีรายงานความคืบหน้า และหลักฐานการปรับปรุงบัญชี รวมถึงผู้รับผิดชอบตรวจทานตามความเหมาะสม
4. แยกขอบเขตงานบัญชีกับงานสอบบัญชี
การให้คำปรึกษาหรือจัดทำบัญชีไม่ใช่งานเดียวกับการตรวจสอบงบการเงินเพื่อแสดงความเห็นโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต หากกิจการต้องใช้บริการผู้สอบบัญชีควรจัดให้มีผู้มีคุณสมบัติตามกฎหมาย
5. มีแนวทางป้องกันปัญหาในอนาคต
นอกจากแก้ไขรายการเดิมแล้ว ควรพิจารณาว่าต้องปรับขั้นตอนงานเอกสาร การอนุมัติรายการ หรือระบบควบคุมภายในอย่างไร เพื่อลดความเสี่ยงของข้อผิดพลาดซ้ำ
สำหรับกิจการที่ต้องการประเมินระบบงาน สามารถศึกษา ภาพรวมบริการบัญชีสำหรับธุรกิจ และ การตรวจสอบบัญชีโดยผู้สอบบัญชี เพื่อพิจารณาประเภทงานที่ต้องใช้บริการ
เช็กลิสต์เอกสารก่อนปรึกษาปัญหาบัญชี
การเตรียมเอกสารเบื้องต้นช่วยให้ผู้ให้คำปรึกษาเข้าใจลักษณะปัญหาและประเมินขอบเขตการตรวจสอบได้สะดวกขึ้น โดยควรเตรียมเท่าที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ต้องการปรึกษา
- ☐ รายงานงบทดลองหรือบัญชีแยกประเภทที่พบปัญหา
- ☐ รายการเคลื่อนไหวบัญชีธนาคารในช่วงเวลาที่เกี่ยวข้อง
- ☐ รายงานลูกหนี้ เจ้าหนี้ หรือสินค้าคงเหลือที่ต้องตรวจสอบ
- ☐ เอกสารซื้อขายและหลักฐานรับจ่ายเงิน
- ☐ รายงานภาษีหรือแบบภาษีที่เกี่ยวข้องกับรายการ
- ☐ ข้อมูลจากโปรแกรมบัญชีและรายงานระบบอื่น
- ☐ รายการบัญชีที่เคยปรับปรุงพร้อมหลักฐานประกอบ
- ☐ สรุปปัญหาและช่วงเวลาที่เริ่มพบความผิดปกติ
ข้อมูลทางบัญชีอาจมีข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลทางการค้าของกิจการ ควรกำหนดวิธีส่งเอกสารอย่างปลอดภัย และส่งเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นต่อการประเมินปัญหาในขั้นต้น
บทความและบริการที่เกี่ยวข้อง
ตรวจสอบและวางแผนแก้ไขรายการบัญชีย้อนหลัง
ปรับขั้นตอนงานและระบบควบคุมภายในของธุรกิจ
ตรวจข้อจำกัดด้านภาษีของรายการค่าใช้จ่าย
จัดเก็บและส่งต่อหลักฐานทางบัญชีอย่างเป็นระบบ
พิจารณาระบบบัญชีให้เหมาะกับลักษณะธุรกิจ
ตรวจข้อมูลและเตรียมงานจัดทำงบการเงินประจำปี
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการปรึกษาปัญหาบัญชี (FAQ)
1. บัญชีบริษัทผิดพลาด สามารถแก้ไขได้หรือไม่?
สามารถตรวจสอบและพิจารณาวิธีปรับปรุงได้ แต่แนวทางขึ้นอยู่กับลักษณะข้อผิดพลาด เอกสารประกอบ งวดบัญชี และผลกระทบต่อรายงานทางการเงินหรือภาษี
2. ยอดบัญชีไม่ตรงกับธนาคารต้องทำอย่างไร?
ควรเริ่มจากกระทบยอดรายการบัญชีกับ Bank Statement ตรวจรายการที่ยังไม่บันทึก รายการซ้ำ หรือรายการระหว่างดำเนินการ ก่อนปรับปรุงตามหลักฐานจริง
3. เอกสารบัญชีหาย สามารถลงบัญชีได้หรือไม่?
ต้องพิจารณาว่ามีหลักฐานอื่นเพียงพอยืนยันธุรกรรมหรือไม่ และตรวจเงื่อนไขทางบัญชีและภาษีที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรสร้างเอกสารที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
4. โปรแกรมบัญชีแสดงยอดผิด ต้องเปลี่ยนโปรแกรมหรือไม่?
ไม่จำเป็นเสมอไป ควรตรวจการตั้งค่าระบบ ข้อมูลนำเข้า และวิธีบันทึกรายการก่อน หากปัญหาเกิดจากขั้นตอนงาน อาจปรับปรุงกระบวนการได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนโปรแกรม
5. ก่อนปรึกษาปัญหาบัญชีควรเตรียมอะไรบ้าง?
ควรเตรียมรายละเอียดปัญหา ช่วงเวลาที่เกี่ยวข้อง รายงานบัญชี เอกสารต้นทาง รายการธนาคาร และข้อมูลภาษีที่จำเป็น เพื่อให้ผู้ให้คำปรึกษาประเมินแนวทางตรวจสอบได้เหมาะสม
สรุป: ปรึกษาปัญหาบัญชี ควรเริ่มจากการค้นหาสาเหตุและตรวจสอบหลักฐาน
ปัญหาบัญชีสามารถเกิดขึ้นได้กับธุรกิจหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นยอดบัญชีไม่ตรง เอกสารขาด รายการผิดประเภท หรือการส่งข้อมูลระหว่างแผนกไม่ครบถ้วน การแก้ไขที่เหมาะสมควรเริ่มจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงและค้นหาสาเหตุของปัญหา ไม่ใช่การปรับตัวเลขให้ตรงกันโดยไม่มีหลักฐาน
เมื่อพบสาเหตุแล้วจึงพิจารณาวิธีปรับปรุงบัญชี ตรวจผลกระทบต่อภาษีและงบการเงิน พร้อมกำหนดขั้นตอนตรวจสอบเพื่อป้องกันข้อผิดพลาดซ้ำในอนาคต
บัญชีที่ตรวจสอบได้ไม่ได้เกิดจากการใช้โปรแกรมเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากเอกสารที่ครบถ้วน การบันทึกอย่างถูกต้อง และระบบงานที่มีผู้รับผิดชอบชัดเจน ซึ่งเป็นพื้นฐานของการใช้ข้อมูลทางบัญชีในการบริหารธุรกิจ

ปรึกษาปัญหาบัญชีกับสำนักงานบัญชี พีทูพี
ให้คำปรึกษาการตรวจสอบข้อมูลบัญชี รายการที่คลาดเคลื่อน การจัดเตรียมเอกสาร และแนวทางวางระบบบัญชีสำหรับธุรกิจ เพื่อพิจารณาวิธีดำเนินการให้เหมาะกับปัญหาที่เกิดขึ้นจริง
โทร 097-236-2994LINE: p2pacc