คู่มือการเปลี่ยนระบบใบกำกับภาษีสำหรับผู้ประกอบการ SME
เตรียมความพร้อมใช้ e-Tax Invoice ในธุรกิจ 7 ขั้นตอน วางระบบ พนักงาน และเอกสารภาษี
การเตรียมความพร้อมใช้ e-Tax Invoice คือการวางแผนเปลี่ยนกระบวนการออกใบกำกับภาษีกระดาษมาเป็นใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ โดยเตรียมบุคลากร โปรแกรมบัญชี ระบบตรวจสอบเอกสาร วิธีส่งมอบให้ลูกค้า และการจัดเก็บข้อมูลให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร
การนำ e-Tax Invoice มาใช้ไม่ได้จบเพียงการสมัครระบบสำเร็จ เพราะธุรกิจต้องกำหนดว่าพนักงานคนใดมีหน้าที่ออกเอกสาร ใครตรวจสอบข้อมูล ใครรับผิดชอบการนำส่ง และจะจัดการอย่างไรเมื่อออกใบกำกับภาษีผิดพลาด
บทความนี้อธิบายแนวทางเตรียมระบบสำหรับผู้ประกอบการที่กำลังเปลี่ยนจากเอกสารกระดาษเป็นอิเล็กทรอนิกส์ โดยเน้นการจัดการงานภายในและการทำงานร่วมกับลูกค้า เพื่อให้เริ่มใช้ระบบได้อย่างเป็นขั้นตอนและลดความเสี่ยงจากข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง
✓ เตรียมพนักงานและกำหนดหน้าที่ให้ชัดเจน
✓ เลือกโปรแกรมและทดสอบการออกใบกำกับภาษี
✓ จัดระบบส่งมอบ ตรวจสอบ และเก็บเอกสารอิเล็กทรอนิกส์

e-Tax Invoice คืออะไร และช่วยธุรกิจได้อย่างไร?
e-Tax Invoice คือใบกำกับภาษีในรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่จัดทำและรับรองตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร แทนการออกเอกสารกระดาษ โดยต้องมีรายการสาระสำคัญของใบกำกับภาษีครบถ้วนและเป็นไปตามเงื่อนไขของระบบที่ใช้
ระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์มีประโยชน์ต่อธุรกิจที่ออกเอกสารเป็นประจำ เพราะสามารถช่วยลดงานพิมพ์และจัดส่งเอกสาร ลดพื้นที่จัดเก็บกระดาษ และค้นหาเอกสารย้อนหลังได้สะดวกขึ้น หากมีการวางระบบอย่างเหมาะสม
สำหรับกิจการที่ใช้โปรแกรมขายสินค้า โปรแกรมบัญชี หรือระบบ ERP อาจสามารถเชื่อมข้อมูลจากรายการขายไปสู่การจัดทำใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ได้ตามความสามารถของซอฟต์แวร์ ช่วยลดการกรอกข้อมูลซ้ำระหว่างฝ่ายขายและฝ่ายบัญชี
อย่างไรก็ตาม การจัดทำไฟล์ PDF หรือส่งใบแจ้งหนี้ทางอีเมลเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ทำให้เอกสารนั้นกลายเป็น e-Tax Invoice ที่ถูกต้องโดยอัตโนมัติ ต้องใช้วิธีรับรองและขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดสำหรับระบบที่เลือกใช้
ผู้ประกอบการสามารถศึกษา ใบกำกับภาษีคืออะไร ออกอย่างไรให้ถูกต้องและใช้ภาษีซื้อได้ไหม ก่อนเริ่มเปลี่ยนรูปแบบเอกสารของกิจการ
ทำความเข้าใจระบบ e-Tax Invoice ก่อนเริ่มใช้งาน
กรมสรรพากรมีระบบจัดทำใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญสองรูปแบบ ซึ่งมีวิธีรับรองเอกสารและข้อกำหนดแตกต่างกัน
e-Tax Invoice & e-Receipt
เป็นระบบที่ใช้ลายมือชื่อดิจิทัล (Digital Signature) จัดทำเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ และนำส่งข้อมูลตามมาตรฐานและช่องทางที่กรมสรรพากรกำหนด
e-Tax Invoice by Email
เป็นระบบที่ใช้การประทับรับรองเวลา (Time Stamp) ผ่านระบบกลาง โดยมีเงื่อนไขคุณสมบัติของผู้ประกอบการและวิธีการส่งเอกสารเฉพาะ
ธุรกิจควรเลือกระบบตามคุณสมบัติของกิจการ จำนวนเอกสาร และความพร้อมทางเทคโนโลยี ไม่ควรเลือกเพียงเพราะค่าใช้จ่ายเริ่มต้นต่ำกว่า เพราะต้นทุนที่แท้จริงรวมถึงค่าโปรแกรม การฝึกอบรมและการดูแลระบบระยะยาวด้วย
ผู้ประกอบการที่ยังไม่ได้สมัครสามารถอ่าน ขั้นตอนลงทะเบียน e-Tax Invoice และการเตรียมเอกสารสมัคร ก่อนดำเนินการจริง

7 ขั้นตอนเตรียมความพร้อมใช้ e-Tax Invoice ในธุรกิจ
ขั้นตอนที่ 1 สำรวจกระบวนการออกใบกำกับภาษีเดิม
เริ่มจากตรวจว่าปัจจุบันบริษัทออกใบกำกับภาษีผ่านระบบใด มีการออกเอกสารจากกี่สาขา ใครเป็นผู้อนุมัติ และข้อมูลลูกค้าที่ต้องใช้ในเอกสารจัดเก็บอยู่ที่ใด
ควรสำรวจจำนวนเอกสารต่อเดือน ประเภทใบกำกับภาษี วิธีการออกใบเพิ่มหนี้และใบลดหนี้ รวมถึงกรณีที่ลูกค้าขอแก้ไขข้อมูลหลังออกเอกสารแล้ว เพื่อให้ทราบว่าระบบใหม่ต้องรองรับกระบวนการใดบ้าง
ตัวอย่างเช่น บริษัทจำหน่ายสินค้าที่ออกใบกำกับภาษีจากฝ่ายขาย แต่ฝ่ายบัญชีต้องบันทึกรายการขายซ้ำอีกครั้ง หากระบบใหม่เชื่อมข้อมูลสองส่วนนี้ได้ อาจช่วยลดงานและลดความแตกต่างของยอดขายระหว่างระบบ
ขั้นตอนที่ 2 เตรียมพนักงานและกำหนดหน้าที่
การนำเทคโนโลยีมาใช้จะมีประสิทธิภาพเมื่อพนักงานเข้าใจวิธีทำงานและบทบาทของตนเอง บริษัทควรจัดอบรมให้ฝ่ายขาย ฝ่ายบัญชี และผู้เกี่ยวข้อง โดยเน้นเรื่องการตรวจข้อมูลลูกค้า การออกเอกสาร และการจัดการเมื่อเกิดข้อผิดพลาด
ควรกำหนดให้ชัดว่าใครสามารถสร้างเอกสาร ใครตรวจสอบความถูกต้อง ใครมีสิทธิอนุมัติ และใครติดตามสถานะการนำส่ง เพื่อป้องกันการทำงานซ้ำหรือการแก้ไขข้อมูลโดยไม่มีการควบคุม
นอกจากการอบรมครั้งแรก ควรจัดทำคู่มือปฏิบัติงานที่มีตัวอย่างการออกเอกสาร การตรวจสอบลายมือชื่อดิจิทัล และขั้นตอนแจ้งปัญหาเมื่อระบบไม่สามารถทำงานตามปกติ
ผู้บริหารอาจกำหนดให้มีการประชุมติดตามปัญหาหลังเริ่มใช้งาน เพื่อให้พนักงานแลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะและปรับปรุงวิธีทำงานอย่างต่อเนื่อง
ขั้นตอนที่ 3 เลือกเทคโนโลยีและโปรแกรมที่เหมาะสม
ระบบที่เลือกควรรองรับการออกเอกสาร การส่งมอบ การรับรองข้อมูล การค้นหา และการเชื่อมโยงกับงานบัญชี โดยผู้ประกอบการควรเปรียบเทียบความสามารถและต้นทุนของโปรแกรมก่อนตัดสินใจ
หากกิจการมีระบบบัญชีเดิมอยู่แล้ว ควรตรวจว่าสามารถเชื่อมข้อมูลกับระบบ e-Tax Invoice ได้หรือไม่ และต้องใช้บริการเพิ่มเติมจากผู้พัฒนาโปรแกรมหรือผู้ให้บริการนำส่งข้อมูลหรือเปล่า
ปัจจัยที่ควรตรวจ ได้แก่ จำนวนผู้ใช้งาน การกำหนดสิทธิ ความปลอดภัยของข้อมูล การสนับสนุนเมื่อเกิดปัญหา และความสามารถในการส่งออกข้อมูลเมื่อเปลี่ยนระบบในอนาคต
อ่าน วิธีเลือกโปรแกรมบัญชีให้เหมาะกับธุรกิจ และ ระบบบัญชีดิจิทัลช่วยงานบัญชีและภาษีอย่างไร ประกอบการวางระบบ
ขั้นตอนที่ 4 ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล
ก่อนเริ่มออกเอกสารจริง ควรตรวจข้อมูลผู้ขายและผู้ซื้อ เช่น ชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี สำนักงานใหญ่หรือสาขา รายละเอียดสินค้าและบริการ รวมถึงรายการภาษีที่เกี่ยวข้อง
ควรตั้งค่าลำดับเลขที่เอกสารและกำหนดวิธีตรวจสอบความต่อเนื่องของเลขเอกสาร เพื่อป้องกันการออกซ้ำ ขาดหาย หรือมีรายการที่ไม่สามารถติดตามย้อนกลับได้
หากมีการออกใบเพิ่มหนี้หรือใบลดหนี้ ต้องเชื่อมโยงข้อมูลกับเอกสารเดิม และดำเนินการตามเหตุและหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ไม่ควรใช้วิธีแก้ไขเอกสารที่ออกไปแล้วโดยตรงเมื่อมีข้อผิดพลาด
ขั้นตอนที่ 5 ทดสอบการออกและนำส่งเอกสาร
ธุรกิจควรทดลองจัดทำเอกสารจากรายการขายตัวอย่าง ตั้งแต่สร้างใบกำกับภาษี ตรวจรายละเอียด รับรองข้อมูล ส่งมอบให้ลูกค้า และตรวจสถานะการนำส่งตามระบบที่ใช้งาน
หากใช้ระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt ต้องตรวจการลงลายมือชื่อดิจิทัลและข้อมูลที่ต้องนำส่งตามมาตรฐานของกรมสรรพากร ส่วนระบบ by Email ต้องตรวจขั้นตอนการประทับรับรองเวลาและไฟล์ที่ได้รับกลับจากระบบ
การทดสอบควรครอบคลุมรายการขายปกติ รายการยกเลิกตามเงื่อนไข และกรณีระบบขัดข้อง พร้อมกำหนดวิธีรับแจ้งและติดตามปัญหา ไม่ควรเริ่มใช้งานกับเอกสารจำนวนมากทันทีโดยยังไม่ตรวจผลการทำงาน
ขั้นตอนที่ 6 สื่อสารกับลูกค้าและคู่ค้า
เมื่อบริษัทเตรียมเปลี่ยนมาใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ควรแจ้งลูกค้าเกี่ยวกับรูปแบบเอกสารใหม่ วิธีรับเอกสาร และช่องทางติดต่อเมื่อพบข้อมูลผิดพลาด
อาจแจ้งล่วงหน้าให้เหมาะสมกับลักษณะลูกค้า โดยไม่จำเป็นต้องกำหนดว่าองค์กรทุกแห่งต้องแจ้งล่วงหน้าเป็นจำนวนวันที่เท่ากัน แต่ควรให้ลูกค้ามีเวลาเตรียมขั้นตอนรับและจัดเก็บเอกสาร
กิจการที่มีลูกค้านิติบุคคลจำนวนมากอาจจัดทำคำอธิบายสั้น ๆ ว่าเอกสารที่ได้รับจะมีวิธีตรวจสอบอย่างไร และต้องติดต่อฝ่ายใดหากไม่ได้รับเอกสาร
ขั้นตอนที่ 7 จัดระบบเก็บเอกสารและติดตามผล
หลังออกเอกสารแล้ว บริษัทต้องจัดเก็บข้อมูลต้นฉบับอิเล็กทรอนิกส์และหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้สามารถเรียกดู ตรวจสอบความถูกต้อง และนำมาแสดงตามกฎหมายได้
ควรกำหนดระบบสำรองข้อมูล สิทธิผู้เข้าถึงเอกสาร และวิธีค้นหาเอกสารย้อนหลัง รวมถึงติดตามว่าเอกสารส่งมอบสำเร็จหรือมีรายการใดต้องแก้ไข
การตรวจสอบประจำเดือนควรเปรียบเทียบรายการใบกำกับภาษีที่ออกกับรายงานขายและข้อมูลบัญชี เพื่อค้นหาผลต่างก่อนจัดทำรายงานภาษีขายและยื่นแบบที่เกี่ยวข้อง
อ่าน แนวทางจัดเก็บและจัดแฟ้มเอกสารบัญชีบริษัท เพื่อออกแบบระบบเอกสารให้ตรวจสอบได้ง่ายขึ้น
.jpg)
แบ่งหน้าที่พนักงานก่อนใช้ e-Tax Invoice อย่างไร?
หนึ่งในปัจจัยสำคัญของการเปลี่ยนระบบคือการควบคุมการทำงานระหว่างฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรมอบหมายให้พนักงานคนเดียวทำทุกขั้นตอนโดยไม่มีการตรวจทาน โดยเฉพาะกิจการที่มีรายการขายจำนวนมาก
| ผู้รับผิดชอบ | งานหลักที่ควรดูแล |
|---|---|
| ฝ่ายขาย | ตรวจคำสั่งซื้อ ข้อมูลลูกค้า และรายละเอียดสินค้า |
| ฝ่ายบัญชี | ตรวจรายการภาษี เลขเอกสาร และความสัมพันธ์กับบัญชี |
| ผู้ดูแลระบบ | จัดการสิทธิผู้ใช้ ตรวจระบบ และสำรองข้อมูล |
| ผู้บริหาร | อนุมัตินโยบาย วิธีควบคุม และติดตามผลการใช้งาน |
สำหรับกิจการขนาดเล็กที่มีพนักงานจำกัด สามารถปรับการแบ่งหน้าที่ให้เหมาะสม แต่ควรมีการตรวจสอบหรืออนุมัติรายการสำคัญโดยบุคคลที่เหมาะสม เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากความผิดพลาด
ต้นทุนในการนำ e-Tax Invoice มาใช้ มีอะไรบ้าง?
การเปลี่ยนมาใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์อาจช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านกระดาษและการจัดส่งเอกสาร แต่ผู้ประกอบการควรประเมินต้นทุนทั้งหมดก่อนตัดสินใจ เพราะระบบใหม่อาจมีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและบริหารจัดการเพิ่มเติม
- ค่าโปรแกรมออกใบกำกับภาษีและค่าบริการรายเดือนหรือรายปี
- ค่าเชื่อมต่อระบบขาย โปรแกรมบัญชี หรือ ERP
- ค่าใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์เมื่อระบบต้องใช้
- ค่าปรับปรุงอุปกรณ์หรือระบบเครือข่าย
- ค่าอบรมพนักงานและจัดทำคู่มือปฏิบัติงาน
- ค่าจัดเก็บ สำรอง และดูแลความปลอดภัยของข้อมูล
- ค่าใช้บริการผู้ให้บริการจัดทำหรือนำส่งข้อมูลเมื่อเกี่ยวข้อง
การเปรียบเทียบควรพิจารณาทั้งต้นทุนปัจจุบันและต้นทุนหลังเปลี่ยนระบบ ตัวอย่างเช่น หากบริษัทมีใบกำกับภาษีจำนวนมาก ค่าใช้จ่ายต่อเอกสารอาจลดลง แต่หากมีรายการน้อยและต้องลงทุนระบบที่ซับซ้อนเกินความจำเป็น ความคุ้มค่าอาจแตกต่างกัน
ผู้ประกอบการควรประเมินต้นทุนร่วมกับความสามารถของระบบ ความง่ายในการใช้งาน และการตรวจสอบข้อมูล ไม่ใช่เลือกจากราคาต่ำที่สุดเพียงอย่างเดียว
ต้องการเตรียมระบบบัญชีภาษีให้พร้อมใช้ e-Tax Invoice?
สำนักงานบัญชี พีทูพี ให้คำปรึกษาด้านระบบเอกสารบัญชีและภาษี การตรวจรายการภาษีซื้อภาษีขาย และการประสานงานระหว่างผู้ประกอบการกับผู้ทำบัญชีตามขอบเขตบริการที่เหมาะสม
โทร 097-236-2994LINE: p2paccตัวอย่างการนำ e-Tax Invoice มาใช้กับธุรกิจจริง
ธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก
บริษัทค้าส่งที่ออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้านิติบุคคลเป็นประจำ อาจเริ่มจากตรวจข้อมูลลูกค้าให้ครบในระบบขาย จากนั้นให้ฝ่ายขายออกเอกสารตามรายการขาย และให้ฝ่ายบัญชีตรวจยอดก่อนนำส่ง
เมื่อออกเอกสารสำเร็จ ควรจัดเก็บข้อมูลตามเลขที่ใบกำกับภาษี และตรวจความครบถ้วนกับรายการขายประจำเดือน รวมถึงกรณีคืนสินค้าหรือแก้ไขราคา
ร้านค้าออนไลน์
ร้านค้าออนไลน์ที่ขายผ่านหลายแพลตฟอร์มอาจมีรายการจำนวนมากและมีทั้งส่วนลด ค่าธรรมเนียม และการคืนสินค้า จึงควรแยกยอดขายตามธุรกรรมออกจากยอดเงินสุทธิที่แพลตฟอร์มโอนให้กิจการ
การใช้ e-Tax Invoice ต้องตรวจว่ารายการออกใบกำกับภาษีสอดคล้องกับเหตุการณ์ภาษีและข้อมูลการขาย ไม่ควรสร้างเอกสารจากยอดเงินเข้าบัญชีธนาคารเพียงอย่างเดียว
อ่านเพิ่มเติมจาก ภาษีขายของออนไลน์ Shopee Lazada และ TikTok เพื่อประกอบการจัดระบบเอกสารขาย
ธุรกิจให้บริการ
ธุรกิจที่เรียกเก็บค่าบริการเป็นงวดควรตรวจสัญญา ใบแจ้งหนี้ วันที่รับชำระ และเวลาที่เกิดหน้าที่ออกใบกำกับภาษีตามกฎหมาย เพื่อให้การออกเอกสารตรงกับธุรกรรมจริง
หากออกเอกสารผิดต้องมีวิธีตรวจสอบและแก้ไขตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง พร้อมแจ้งลูกค้าและเก็บหลักฐานการดำเนินการทุกครั้ง
.jpg)
ข้อผิดพลาดที่ควรระวังเมื่อเปลี่ยนมาใช้ e-Tax Invoice
ข้อมูลลูกค้าไม่ถูกต้อง
ข้อมูลชื่อ ที่อยู่ หรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษีไม่ตรง ทำให้ต้องติดตามแก้ไขเอกสาร
ไม่ตรวจวิธีรับรองเอกสาร
เข้าใจว่าการส่ง PDF ทุกประเภทถือว่าเป็นใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกต้อง
ไม่มีระบบตรวจสถานะ
ไม่ทราบว่าเอกสารส่งมอบหรือผ่านขั้นตอนนำส่งตามระบบแล้วหรือไม่
ข้อมูลบัญชีไม่สอดคล้องกัน
รายงานขาย รายงานภาษี และรายการในโปรแกรมบัญชีแตกต่างกันโดยไม่ตรวจสอบ
การนำ e-Tax Invoice มาใช้ไม่ทำให้หน้าที่การจัดทำรายงานภาษีและการยื่นแบบ VAT หมดไป ผู้ประกอบการยังต้องตรวจรายการตามกฎหมาย โดยศึกษา การจัดทำรายงานและการยื่นแบบ ภ.พ.30 เพิ่มเติม
สำหรับการจัดระบบควบคุมภาษีธุรกิจ อ่าน แนวทางบริหารจัดการภาษีธุรกิจ เพื่อช่วยติดตามความถูกต้องของข้อมูล
เช็กลิสต์ก่อนเริ่มใช้ e-Tax Invoice ในบริษัท
- ☐ ตรวจประเภทกิจการและระบบ e-Tax Invoice ที่เลือกใช้
- ☐ ตรวจสถานะและสิทธิการใช้งานระบบ
- ☐ สำรวจจำนวนเอกสารและขั้นตอนทำงานเดิม
- ☐ กำหนดผู้รับผิดชอบออกและตรวจสอบใบกำกับภาษี
- ☐ จัดอบรมพนักงานที่เกี่ยวข้อง
- ☐ จัดทำคู่มือการออกและแก้ไขเอกสาร
- ☐ ตรวจข้อมูลลูกค้าและรายการภาษี
- ☐ ตรวจการเชื่อมต่อกับโปรแกรมบัญชีหรือระบบขาย
- ☐ ทดสอบการลงลายมือชื่อดิจิทัลหรือ Time Stamp
- ☐ ทดลองส่งเอกสารและตรวจสถานะการรับรอง
- ☐ แจ้งลูกค้าเกี่ยวกับวิธีรับใบกำกับภาษีใหม่
- ☐ วางระบบจัดเก็บและสำรองข้อมูล
- ☐ กำหนดวิธีตรวจรายงานภาษีขายประจำเดือน
- ☐ ติดตามข้อผิดพลาดหลังเริ่มใช้งาน
บริษัทสามารถใช้เช็กลิสต์นี้ในการประชุมเตรียมงานระหว่างฝ่ายบัญชี ฝ่ายขาย ผู้ดูแลระบบ และผู้บริหาร เพื่อให้แต่ละฝ่ายเข้าใจหน้าที่ของตนเองก่อนเปลี่ยนระบบจริง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเตรียมใช้ e-Tax Invoice (FAQ)
1. ก่อนใช้ e-Tax Invoice บริษัทต้องเตรียมอะไรบ้าง?
ควรตรวจระบบที่ต้องการใช้ สถานะการสมัคร ข้อมูลลูกค้า โปรแกรมออกเอกสาร บุคลากร วิธีรับรองเอกสาร การส่งมอบ และระบบจัดเก็บข้อมูลให้ครบก่อนเริ่มใช้งานจริง
2. จำเป็นต้องเปลี่ยนโปรแกรมบัญชีใหม่ทั้งหมดหรือไม่?
ไม่จำเป็นทุกกรณี ควรตรวจว่าโปรแกรมเดิมรองรับการจัดทำหรือเชื่อมต่อระบบ e-Tax Invoice ได้หรือไม่ และเปรียบเทียบต้นทุนก่อนเลือกเปลี่ยนโปรแกรม
3. ต้องอบรมพนักงานก่อนใช้ e-Tax Invoice หรือไม่?
ควรอบรมพนักงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้จัดทำและตรวจเอกสาร เพื่อให้เข้าใจวิธีออกใบกำกับภาษี การตรวจความถูกต้อง การแก้ไขข้อผิดพลาด และการจัดเก็บข้อมูล
4. ต้องแจ้งลูกค้าก่อนเปลี่ยนมาใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์หรือไม่?
ควรแจ้งลูกค้าล่วงหน้าตามความเหมาะสม เพื่อให้ทราบวิธีรับและตรวจสอบเอกสาร และกำหนดช่องทางติดต่อเมื่อพบข้อมูลผิดพลาดหรือไม่ได้รับเอกสาร
5. ใช้ e-Tax Invoice แล้วต้องเก็บเอกสารอย่างไร?
ต้องเก็บรักษาข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร ให้สามารถเข้าถึง ตรวจสอบความถูกต้อง และนำมาแสดงได้ พร้อมจัดระบบสำรองข้อมูลตามความเหมาะสม
สรุป: การเตรียมความพร้อมใช้ e-Tax Invoice เริ่มจากระบบงาน ไม่ใช่เพียงโปรแกรม
การนำใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในธุรกิจเป็นการเปลี่ยนกระบวนการทำงานที่เกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย ตั้งแต่ฝ่ายขาย ฝ่ายบัญชี ผู้ดูแลระบบ ไปจนถึงลูกค้าที่รับเอกสาร
ธุรกิจควรเริ่มจากตรวจขั้นตอนเดิม กำหนดผู้รับผิดชอบ อบรมพนักงาน เลือกโปรแกรมที่เหมาะสม ทดสอบการออกและส่งมอบเอกสาร พร้อมจัดระบบตรวจสอบและจัดเก็บข้อมูลให้สอดคล้องกับกฎหมาย
ระบบ e-Tax Invoice ที่มีประสิทธิภาพจึงไม่ใช่เพียงการลดกระดาษ แต่เป็นการทำให้ข้อมูลการขาย บัญชีและภาษีเชื่อมโยงกันอย่างถูกต้อง ตรวจสอบย้อนหลังได้ และช่วยให้การบริหารธุรกิจเป็นระบบมากขึ้น
หากธุรกิจต้องการประเมินความพร้อมด้านซอฟต์แวร์ สามารถศึกษาตัวอย่างจาก โปรแกรมบัญชี TRCLOUD และการนำเทคโนโลยีมาใช้ในธุรกิจ เพื่อประกอบการตัดสินใจ

ปรึกษาการจัดระบบบัญชีและภาษีกับสำนักงานบัญชี พีทูพี
สอบถามแนวทางจัดเอกสารบัญชีภาษี ตรวจข้อมูลรายงานภาษี และเตรียมกระบวนการทำงานสำหรับธุรกิจที่ต้องการใช้ระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ตามขอบเขตบริการที่เหมาะสมกับกิจการ
โทร 097-236-2994LINE: p2pacc