views

บัญชีธุรกิจแต่ละประเภทต่างกันอย่างไร ค้าขาย บริการ และผลิตต้องดูอะไรบ้าง

คำว่า “ทำบัญชี” อาจฟังดูเหมือนเป็นขั้นตอนเดียวกันทุกธุรกิจ แต่ในทางปฏิบัติ บัญชีธุรกิจแต่ละประเภท มีรายละเอียดแตกต่างกันมาก ร้านซื้อมาขายไปต้องควบคุมสินค้าและต้นทุนขาย ธุรกิจบริการต้องติดตามรายได้ตามงานและค่าแรง ส่วนโรงงานหรือธุรกิจผลิตต้องดูตั้งแต่วัตถุดิบ งานระหว่างทำ ไปจนถึงต้นทุนสินค้าสำเร็จรูป

เพราะฉะนั้น การวางระบบบัญชีที่ดีไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “ใช้โปรแกรมอะไร” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจากความเข้าใจว่าธุรกิจหาเงินอย่างไร มีต้นทุนจากอะไร มีสินค้า ลูกหนี้ เจ้าหนี้ หรือโครงการแบบไหน และผู้บริหารต้องการเห็นตัวเลขอะไรจากบัญชีในแต่ละเดือน

บัญชีธุรกิจแต่ละประเภท
ธุรกิจแต่ละแบบ ไม่ควรใช้ระบบบัญชีแบบเดียวกันทั้งหมด
หากต้องการจัดบัญชีให้เหมาะกับธุรกิจ ควรเริ่มจากลักษณะรายได้ ต้นทุน เอกสาร สต็อก และขั้นตอนรับ–จ่ายเงินจริงของกิจการ
โทร 097-236-2994LINE: p2pacc

บัญชีธุรกิจ คืออะไร

บัญชีธุรกิจคือกระบวนการรวบรวม บันทึก จัดหมวดหมู่ และสรุปข้อมูลทางการเงินของกิจการ เพื่อให้สามารถดูรายได้ ค่าใช้จ่าย สินทรัพย์ หนี้สิน เงินสด ลูกหนี้ เจ้าหนี้ และผลการดำเนินงานได้อย่างเป็นระบบ

บัญชีจึงไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อใช้ยื่นภาษีหรือจัดทำงบการเงินปลายปี แต่ควรเป็นข้อมูลที่เจ้าของกิจการใช้ตอบคำถามระหว่างปีได้ เช่น เดือนนี้ขายดีขึ้นหรือไม่ สินค้าอะไรทำกำไร ลูกหนี้รายใดค้างชำระ ค่าใช้จ่ายส่วนใดสูงผิดปกติ และธุรกิจมีเงินสดเพียงพอหรือไม่

หากต้องการดูรายละเอียดว่าบริษัทต้องจัดทำบัญชีประเภทใดบ้างโดยเฉพาะ สามารถอ่าน บัญชีบริษัทต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งให้หน้านั้นถือ Search Intent ด้านหน้าที่ทางบัญชีของบริษัทโดยตรง

การทำบัญชีธุรกิจ

ทำไมประเภทธุรกิจมีผลต่อการออกแบบบัญชี

กิจการที่หาเงินด้วยวิธีต่างกันย่อมมีข้อมูลที่ต้องติดตามต่างกัน ตัวอย่างเช่น ร้านค้าต้องรู้สินค้าเข้า–ออกและกำไรขั้นต้น ธุรกิจบริการอาจไม่มีสินค้าจำนวนมากแต่ต้องติดตามงานที่ยังไม่เรียกเก็บเงิน ส่วนโรงงานต้องจัดการต้นทุนการผลิตหลายองค์ประกอบพร้อมกัน

แนวทางที่เหมาะสมคือเริ่มจาก Workflow ของธุรกิจแล้วจึงออกแบบ ผังบัญชี เอกสาร และรายงานให้สัมพันธ์กับกิจกรรมจริง ไม่ควรสร้างบัญชีจำนวนมากโดยไม่มีวัตถุประสงค์ หรือรวมรายการทุกอย่างไว้ในบัญชีเดียวจนวิเคราะห์ไม่ได้

1. บัญชีธุรกิจซื้อมาขายไป ต้องเน้นเรื่องอะไร

ธุรกิจซื้อมาขายไป เช่น ร้านค้าส่ง ร้านค้าปลีก ร้านออนไลน์ หรือตัวแทนจำหน่าย ซื้อสินค้าสำเร็จรูปมาเพื่อขายต่อ จุดสำคัญจึงไม่ได้มีแค่ยอดขาย แต่ต้องดูต้นทุนสินค้าและจำนวนสินค้าคงเหลือด้วย

รายการที่ควรติดตามเป็นพิเศษ ได้แก่

  • ยอดซื้อสินค้า
  • ยอดขายสินค้า
  • ส่วนลดรับและส่วนลดจ่าย
  • ค่าขนส่งที่เกี่ยวข้องกับการซื้อหรือขาย
  • สินค้าคงเหลือ
  • ต้นทุนขาย
  • ลูกหนี้จากการขายเชื่อ
  • เจ้าหนี้จากการซื้อเชื่อ
  • สินค้าคืนและส่วนลดภายหลังการขาย

หากระบบสต็อกกับบัญชีไม่เชื่อมกัน อาจเกิดกรณีระบบแสดงสินค้ามี แต่ของจริงไม่มี หรือมูลค่าสินค้าในบัญชีไม่ตรงกับรายงานคลังสินค้า จึงควรกำหนดรหัสสินค้า หน่วยนับ และขั้นตอนรับ–จ่ายสินค้าให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น

เรื่องนี้สามารถอ่านต่อได้จาก ระบบสต็อกและการควบคุมสินค้าคงเหลือ ซึ่งเป็นหัวข้อสำคัญของธุรกิจซื้อมาขายไปโดยตรง

2. บัญชีธุรกิจบริการ ต้องดูอะไรต่างจากร้านค้า

ธุรกิจบริการ เช่น ที่ปรึกษา ซอฟต์แวร์ คลินิก งานออกแบบ งานซ่อม งานวิชาชีพ หรือบริการตามโครงการ อาจไม่มีสต็อกสินค้าจำนวนมาก แต่มีประเด็นสำคัญด้านรายได้ ค่าแรง และต้นทุนของแต่ละงานแทน

กิจการบริการควรสามารถตอบได้ว่า งานใดเริ่มแล้ว งานใดส่งมอบแล้ว งานใดยังไม่ได้ออกใบแจ้งหนี้ ลูกค้ารายใดค้างชำระ และงานแต่ละโครงการใช้ต้นทุนไปเท่าไร

ข้อมูลสำคัญของธุรกิจบริการ

  • รายได้แยกตามงานหรือโครงการ
  • เงินมัดจำและเงินรับล่วงหน้า
  • ลูกหนี้และกำหนดรับชำระ
  • ค่าแรงและค่าบริการจากผู้รับช่วง
  • ค่าใช้จ่ายตรงของแต่ละงาน
  • กำไรขั้นต้นของแต่ละโครงการ

ธุรกิจประเภทนี้จึงควรออกแบบรหัสงานหรือ Cost Center ให้เหมาะสม หากมีหลายโครงการพร้อมกัน เพราะการดูเฉพาะยอดรายได้รวมทั้งบริษัทอาจไม่เห็นว่างานใดกำไรหรือขาดทุนจริง

3. บัญชีธุรกิจผลิตหรือโรงงาน ซับซ้อนขึ้นตรงไหน

ธุรกิจผลิตมีข้อมูลเพิ่มจากธุรกิจซื้อมาขายไป เพราะไม่ได้ซื้อสินค้าสำเร็จรูปมาขายทันที แต่ต้องนำวัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการผลิต จึงต้องติดตามทั้งวัตถุดิบ งานระหว่างทำ สินค้าสำเร็จรูป ค่าแรง และค่าใช้จ่ายการผลิต

ตัวเลขสำคัญจึงประกอบด้วยต้นทุนวัตถุดิบทางตรง ค่าแรงทางตรง และค่าใช้จ่ายการผลิต รวมถึงการปันส่วนต้นทุนที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถคำนวณต้นทุนสินค้าที่ผลิตและต้นทุนขายได้ใกล้เคียงความเป็นจริง

มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะยังให้ความสำคัญกับการวัดมูลค่าสินค้าคงเหลือและต้นทุนที่เกี่ยวข้อง กิจการผลิตจึงไม่ควรมองเรื่องสต็อกเป็นเพียงจำนวนชิ้น แต่ต้องดูมูลค่าทางบัญชีด้วย

บัญชีธุรกิจออนไลน์ต่างจากร้านค้าทั่วไปหรือไม่

หลักบัญชีไม่ได้เปลี่ยนเพียงเพราะขายผ่านอินเทอร์เน็ต แต่รูปแบบข้อมูลต่างออกไป ร้านออนไลน์อาจมีหลาย Marketplace มีส่วนลด ค่าธรรมเนียม ค่าขนส่ง การคืนสินค้า และเงินโอนสุทธิจากแพลตฟอร์ม

หากนำยอดเงินสุทธิที่แพลตฟอร์มโอนเข้าธนาคารไปบันทึกเป็นยอดขายโดยตรง ตัวเลขรายได้และค่าธรรมเนียมอาจผิดได้ จึงควรแยกรายงานยอดขาย ค่าใช้จ่ายแพลตฟอร์ม และเงินรับจริงออกจากกัน

ผู้ประกอบการที่ใช้ระบบออนไลน์สามารถอ่าน ประโยชน์ของโปรแกรมบัญชี เพื่อดูว่าระบบบัญชีช่วยลดงานซ้ำได้อย่างไร

บัญชีที่เหมาะกับธุรกิจ ไม่ได้วัดจากจำนวนบัญชีที่มี
สิ่งสำคัญคือข้อมูลต้องตอบได้ว่ารายได้มาจากไหน ต้นทุนเกิดจากอะไร เงินอยู่ที่ใด และธุรกิจทำกำไรจากส่วนไหนจริง
โทร 097-236-2994LINE: p2pacc

เอกสารเป็นจุดเริ่มต้นของบัญชีทุกประเภทธุรกิจ

ไม่ว่าธุรกิจจะเป็นค้าขาย บริการ หรือผลิต การทำบัญชีต้องเริ่มจากเอกสารและข้อมูลต้นทางที่ตรวจสอบได้ เช่น เอกสารขาย เอกสารซื้อ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี สัญญา Statement และหลักฐานการรับจ่ายเงิน

หากเอกสารไม่ครบ ผู้ทำบัญชีอาจไม่สามารถทราบได้ว่าเงินที่เข้าหรือออกเกิดจากอะไร และอาจต้องย้อนถามข้อมูลหลายเดือนภายหลัง ผู้ประกอบการจึงควรศึกษา วิธีเตรียมเอกสารส่งสำนักงานบัญชี และจัดรอบส่งเอกสารให้สม่ำเสมอ

บัญชีธุรกิจกับภาษีต้องออกแบบไปพร้อมกัน

บัญชีและภาษีเป็นคนละเรื่องแต่ใช้ข้อมูลชุดเดียวกันหลายส่วน เช่น ยอดขาย ค่าใช้จ่าย เงินเดือน ค่าบริการ และเอกสารซื้อขาย หากระบบต้นทางผิด ภาษีที่คำนวณก็อาจผิดตามไปด้วย

ตัวอย่างเช่น การจ่ายค่าบริการบางรายการอาจเกี่ยวข้องกับ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ส่วนกิจการที่จด VAT ต้องจัดข้อมูลภาษีซื้อและภาษีขายตามหลักเกณฑ์ สามารถอ่าน ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT เพิ่มเติมได้

หากกิจการมีธุรกรรมเฉพาะหรือกำลังวางโครงสร้างภาษี สามารถศึกษา ที่ปรึกษาภาษี เพื่อแยกประเด็นภาษีออกจากบทความด้านบัญชีธุรกิจนี้อย่างชัดเจน

ธุรกิจเล็กควรทำบัญชีเองหรือจ้างสำนักงานบัญชี

ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกกิจการ หากธุรกิจมีรายการไม่มาก เจ้าของอาจจัดเอกสารและออกบิลเอง แล้วส่งข้อมูลให้ผู้ทำบัญชีเป็นรอบ แต่เมื่อธุรกิจมีหลายสาขา พนักงานหลายคน สต็อกจำนวนมาก หรือมีโครงการซับซ้อน อาจต้องมีฝ่ายบัญชีภายในหรือแบ่งหน้าที่ระหว่างพนักงานกับสำนักงานบัญชีให้ชัดเจน

ผู้ที่กำลังวางทีมสามารถอ่าน ขั้นตอนตั้งฝ่ายบัญชีในบริษัทขนาดเล็ก ส่วนผู้ที่ต้องการเข้าใจบุคคลที่รับผิดชอบบัญชีสามารถอ่าน ผู้ทำบัญชีมีหน้าที่อะไร

ระบบบัญชีสำหรับธุรกิจ

โปรแกรมบัญชีควรเลือกหลังจากเข้าใจ Workflow

โปรแกรมช่วยลดการบันทึกซ้ำและสร้างรายงานได้เร็วขึ้น แต่โปรแกรมที่ดีไม่สามารถแก้ระบบงานที่ไม่ชัดเจนได้ หากพนักงานไม่รู้ว่าใครออกเอกสาร ใครอนุมัติ ใครรับสินค้า หรือใครตรวจการรับเงิน ข้อมูลในระบบก็ยังผิดได้

กิจการที่ต้องการระบบเต็มรูปแบบสามารถดู โปรแกรมบัญชี Express หรือหากยังอยู่ในขั้นออกแบบระบบ ควรกำหนด Workflow ก่อนเลือกซอฟต์แวร์

เจ้าของธุรกิจควรดูรายงานอะไรทุกเดือน

  • ยอดขายและรายได้
  • ต้นทุนขายหรือต้นทุนบริการ
  • ค่าใช้จ่ายหลัก
  • กำไรขั้นต้นและกำไรจากการดำเนินงาน
  • เงินสดและเงินฝากธนาคาร
  • ลูกหนี้ค้างรับ
  • เจ้าหนี้ค้างจ่าย
  • สินค้าคงเหลือ หากมีสินค้า
  • ภาษีที่ต้องชำระหรือยื่นในรอบนั้น

การดูตัวเลขเป็นรายเดือนช่วยให้พบความผิดปกติเร็วขึ้น ไม่ควรรอจนถึงวันปิดงบจึงค่อยทราบว่าต้นทุนสูงขึ้น ลูกหนี้ค้างนาน หรือสต็อกไม่ตรง

สามารถอ่าน การทำบัญชีรายเดือนและรายปี เพื่อเข้าใจ Workflow ประจำเดือนเพิ่มเติม

เมื่อสิ้นรอบบัญชี ต้องทำอะไรต่อ

เมื่อถึงวันสิ้นรอบบัญชี กิจการต้องตรวจยอดสำคัญ ปรับปรุงรายการ และจัดเตรียมข้อมูลสำหรับงบการเงิน เช่น ธนาคาร ลูกหนี้ เจ้าหนี้ สินค้าคงเหลือ ทรัพย์สิน และรายการค้างรับค้างจ่าย

เจ้าของกิจการควรรู้วันสิ้นรอบของตนเองและเตรียมข้อมูลก่อนถึงช่วงปลายปี สามารถศึกษา รอบระยะเวลาบัญชีคืออะไร และ ปิดบัญชีและปิดงบการเงินต้องทำอะไรบ้าง

หลังจัดทำงบแล้ว บางกิจการต้องผ่านการตรวจสอบตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง หากต้องการเข้าใจบทบาทของผู้สอบบัญชีสามารถอ่าน CPA และ TA ต่างกันอย่างไร และเรื่องการนำส่งงบอ่านได้ที่ ยื่นงบการเงิน DBD ต้องทำเมื่อไร

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการทำบัญชีธุรกิจ

  • ใช้บัญชีธนาคารธุรกิจกับเงินส่วนตัวปะปนกัน
  • บันทึกจาก Statement โดยไม่มีเอกสารต้นทาง
  • ไม่กระทบยอดลูกหนี้และเจ้าหนี้
  • มีสต็อกแต่ไม่ตรวจนับกับระบบ
  • ธุรกิจผลิตไม่แยกต้นทุนผลิตออกจากค่าใช้จ่ายทั่วไป
  • ธุรกิจบริการไม่แยกต้นทุนตามงานหรือโครงการ
  • เลือกระบบบัญชีก่อนออกแบบขั้นตอนเอกสาร
  • ส่งเอกสารปีละครั้งแล้วค่อยจัดบัญชีทั้งหมด
  • ดูเฉพาะยอดขาย แต่ไม่ติดตามกำไรและกระแสเงินสด

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบัญชีธุรกิจ

1. ธุรกิจทุกประเภทใช้ผังบัญชีเหมือนกันได้หรือไม่?

โครงสร้างหลักอาจคล้ายกัน แต่รายละเอียดควรปรับตามกิจการ เช่น ร้านค้าต้องเน้นสต็อกและต้นทุนขาย โรงงานต้องแยกต้นทุนผลิต ส่วนธุรกิจบริการอาจต้องแยกรายได้และต้นทุนตามโครงการ

2. ร้านเล็กจำเป็นต้องมีระบบสต็อกหรือไม่?

หากมีสินค้าจำนวนมากหรือหลาย SKU การมีข้อมูลรับเข้า จ่ายออก และคงเหลือช่วยควบคุมสินค้าและคำนวณต้นทุนได้ดีกว่าการดูยอดซื้อขายเพียงอย่างเดียว

3. ธุรกิจบริการไม่มีสต็อก ทำบัญชีง่ายกว่าหรือไม่?

ไม่เสมอไป เพราะอาจมีประเด็นเรื่องรับรู้รายได้ เงินมัดจำ งานระหว่างทำ ลูกหนี้ และต้นทุนตามโครงการ ซึ่งต้องออกแบบระบบให้สัมพันธ์กับวิธีให้บริการจริง

4. ซื้อโปรแกรมบัญชีแล้วถือว่ามีระบบบัญชีหรือยัง?

ยังไม่เพียงพอ โปรแกรมเป็นเครื่องมือ แต่กิจการยังต้องกำหนดเอกสาร ผู้รับผิดชอบ ขั้นตอนอนุมัติ วิธีบันทึก และการตรวจสอบข้อมูลให้ชัดเจน

5. บัญชีควรทำทุกเดือนหรือทำปลายปีครั้งเดียว?

ควรจัดข้อมูลเป็นรอบอย่างสม่ำเสมอ เพราะช่วยตรวจรายได้ ค่าใช้จ่าย ภาษี ลูกหนี้ เจ้าหนี้ และสต็อกได้ขณะที่ข้อมูลยังติดตามได้ง่ายกว่าการย้อนตรวจปลายปี

สรุป บัญชีธุรกิจที่ดีต้องออกแบบตามวิธีทำงานจริง

บัญชีธุรกิจแต่ละประเภท มีจุดเน้นไม่เหมือนกัน ธุรกิจซื้อมาขายไปต้องควบคุมสินค้าและต้นทุนขาย ธุรกิจบริการควรติดตามรายได้และต้นทุนตามงาน ส่วนธุรกิจผลิตต้องดูวัตถุดิบ งานระหว่างทำ ค่าแรง และต้นทุนการผลิตอย่างเป็นระบบ

ดังนั้นระบบบัญชีที่เหมาะสมไม่ควรเริ่มจากการเลียนแบบบริษัทอื่น แต่ควรเริ่มจาก Workflow เอกสาร รายได้ ต้นทุน และข้อมูลที่ผู้บริหารต้องใช้ หากธุรกิจต้องการให้ผู้ทำบัญชีดูแลต่อเนื่อง สามารถศึกษา บริการทำบัญชีรายเดือนและรายปี หรือ สำนักงานบัญชีมีงานอะไรบ้าง เพิ่มเติมได้

สำนักงานบัญชี พีทูพี บัญชีธุรกิจ
ปรึกษาการจัดระบบบัญชีให้เหมาะกับประเภทธุรกิจ
แจ้งประเภทธุรกิจ รูปแบบรายได้ จำนวนเอกสาร ระบบสต็อก และโปรแกรมที่ใช้อยู่ เพื่อสอบถามแนวทางจัดบัญชีและภาษีให้เหมาะกับการทำงานจริง
โทร 097-236-2994LINE: p2pacc

บทความที่น่าสนใจ