ความรู้ด้านโครงสร้างบริษัทและการลงทุน
บริษัทแม่ บริษัทลูก คืออะไร? โครงสร้างหุ้น อำนาจควบคุม และความรับผิด
บริษัทแม่ บริษัทลูก คืออะไร? บริษัทแม่ (Parent Company) คือบริษัทที่มีอำนาจควบคุมบริษัทอื่น ส่วนบริษัทลูกหรือบริษัทย่อย (Subsidiary) คือบริษัทที่อยู่ภายใต้อำนาจควบคุมของบริษัทแม่ โดยความสัมพันธ์ดังกล่าวต้องพิจารณาทั้งสิทธิออกเสียง อำนาจในการกำหนดกิจกรรมสำคัญ และสิทธิในผลตอบแทนจากการลงทุน
ผู้ประกอบการหลายรายเข้าใจว่าหากบริษัทหนึ่งถือหุ้นอีกบริษัทเกิน 50% จะเป็นบริษัทแม่โดยอัตโนมัติทุกกรณี แม้การถือหุ้นเสียงข้างมากมักเป็นข้อบ่งชี้สำคัญ แต่การพิจารณาทางบัญชียังต้องดูข้อเท็จจริงและสิทธิอื่นร่วมด้วย ขณะเดียวกันบริษัทที่ถือหุ้นไม่ถึง 50% ก็อาจมีอำนาจควบคุมได้ในบางสถานการณ์
สรุปสิ่งสำคัญก่อนอ่าน
- บริษัทแม่เป็นผู้ควบคุม ส่วนบริษัทลูกเป็นกิจการที่ถูกควบคุม
- การถือหุ้นกับอำนาจควบคุมไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสมอไป
- กรรมการของบริษัทลูกยังต้องทำหน้าที่ตามกฎหมายของบริษัทลูก
- บริษัทแม่และบริษัทลูกเป็นนิติบุคคลแยกจากกัน
- การมีอำนาจควบคุมอาจเกี่ยวข้องกับการจัดทำงบการเงินรวมตามมาตรฐานที่ใช้บังคับ
กำลังวางโครงสร้างบริษัทแม่และบริษัทลูก?
สำนักงานบัญชี พีทูพี ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับโครงสร้างผู้ถือหุ้น งานบัญชีและภาษี เพื่อช่วยประเมินแนวทางที่เหมาะกับธุรกิจ
โทร 097-236-2994LINE: p2pacc
1. บริษัทแม่ บริษัทลูก คืออะไร?
บริษัทแม่ (Parent Company)
บริษัทแม่คือบริษัทที่มีอำนาจควบคุมบริษัทอื่นหนึ่งแห่งหรือหลายแห่ง โดยอำนาจดังกล่าวอาจมาจากสิทธิออกเสียงที่ถืออยู่ สิทธิตามข้อตกลงระหว่างผู้ถือหุ้น หรือข้อเท็จจริงที่ทำให้บริษัทแม่สามารถกำหนดกิจกรรมสำคัญของกิจการที่ลงทุนได้
บริษัทแม่อาจมีหน้าที่ถือหุ้นและบริหารเงินลงทุนเป็นหลัก หรืออาจดำเนินธุรกิจของตนเองควบคู่กับการถือหุ้นบริษัทลูกก็ได้ จึงไม่จำเป็นว่าบริษัทแม่ทุกแห่งต้องเป็นบริษัทที่ไม่มีการประกอบธุรกิจโดยตรง
หากต้องการเข้าใจรูปแบบการถือหุ้นเพื่อบริหารกลุ่มกิจการ สามารถอ่านบทความ Holding Company คืออะไร ซึ่งอธิบายลักษณะบริษัทโฮลดิ้งและเหตุผลที่ผู้ประกอบการเลือกใช้โครงสร้างดังกล่าว
บริษัทลูกหรือบริษัทย่อย (Subsidiary)
บริษัทลูกคือกิจการที่อยู่ภายใต้อำนาจควบคุมของบริษัทแม่ โดยอาจดำเนินธุรกิจขายสินค้า ให้บริการ ผลิตสินค้า หรือถือครองสินทรัพย์ตามวัตถุประสงค์ของตนเอง แม้จะมีบริษัทแม่เป็นผู้ถือหุ้นหลัก แต่บริษัทลูกยังมีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหาก
บริษัทลูกจึงต้องมีการดำเนินงานและเอกสารทางกฎหมายของตนเอง เช่น หนังสือรับรองบริษัท สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม บัญชีธนาคาร และหลักฐานการทำธุรกรรมต่าง ๆ
หลักการแยกฐานะนิติบุคคลเป็นเรื่องสำคัญ เพราะสินทรัพย์และหนี้สินของแต่ละบริษัทไม่ควรถูกปะปนกันโดยไม่มีมูลเหตุทางกฎหมาย หากต้องการศึกษาพื้นฐานสามารถอ่าน ประโยชน์และหลักการของการจดทะเบียนนิติบุคคล เพิ่มเติม
2. ตัวอย่างโครงสร้างบริษัทแม่และบริษัทลูก
สมมติผู้ประกอบการมีกิจการสามประเภท ได้แก่ ธุรกิจขายสินค้าออนไลน์ ธุรกิจพัฒนาซอฟต์แวร์ และธุรกิจบริการด้านคลังสินค้า แทนที่จะรวมธุรกรรมทุกประเภทไว้ในบริษัทเดียว อาจจัดตั้งบริษัท H เป็นบริษัทแม่เพื่อถือหุ้นในกิจการแต่ละแห่ง
ตัวอย่างโครงสร้างกลุ่มบริษัท
↓
ขายสินค้าออนไลน์
พัฒนาซอฟต์แวร์
บริการคลังสินค้า
แผนผังนี้อธิบายรูปแบบการลงทุนเท่านั้น การเป็นบริษัทย่อยตามมาตรฐานบัญชีต้องประเมินอำนาจควบคุมจากข้อเท็จจริง
ในตัวอย่าง บริษัท H อาจรับผลตอบแทนจากการลงทุน ส่วนบริษัท A B และ C มีรายได้จากกิจการของตนเอง แต่ละบริษัทต้องรับผิดชอบสัญญา รายการรับจ่าย และภาษีของตนตามกฎหมาย
ผู้ประกอบการที่สนใจการจัดตั้งโครงสร้างนี้ตั้งแต่ต้นสามารถอ่าน จัดตั้ง Holding Company อย่างไร ซึ่งเน้นขั้นตอนจดทะเบียนและการเตรียมเอกสาร โดยบทความปัจจุบันจะเน้นความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทหลังจากจัดโครงสร้างแล้ว

3. บริษัทแม่ต้องถือหุ้นบริษัทลูกกี่เปอร์เซ็นต์?
คำถามนี้ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ตัดสินได้ทุกกรณี เพราะความเป็นบริษัทแม่ในทางมาตรฐานรายงานทางการเงินต้องพิจารณาแนวคิดเรื่องอำนาจควบคุม ไม่ใช่ดูเพียงเปอร์เซ็นต์หุ้นที่ถือ
ภายใต้หลักการของ TFRS 10 เรื่องงบการเงินรวม การควบคุมมีองค์ประกอบสำคัญสามส่วน ได้แก่ ผู้ลงทุนมีอำนาจเหนือกิจการที่ลงทุน มีสิทธิหรือฐานะเปิดต่อผลตอบแทนที่ผันแปรจากกิจการนั้น และสามารถใช้อำนาจเพื่อทำให้เกิดผลกระทบต่อผลตอบแทนของตน
กรณีถือหุ้นมากกว่า 50%
การถือหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งมักทำให้บริษัทผู้ถือหุ้นมีอำนาจออกเสียงเพื่อกำหนดกิจกรรมสำคัญได้ แต่ต้องตรวจว่าหุ้นเหล่านั้นมีสิทธิอะไรบ้าง มีข้อตกลงที่จำกัดอำนาจหรือไม่ และกิจกรรมใดเป็นกิจกรรมสำคัญของกิจการ
กรณีถือหุ้นต่ำกว่า 50%
บางกรณีบริษัทที่ถือหุ้นต่ำกว่ากึ่งหนึ่งอาจมีอำนาจควบคุมได้ เช่น มีสิทธิตามข้อตกลงในการกำหนดการตัดสินใจเกี่ยวกับกิจกรรมสำคัญ หรือมีข้อเท็จจริงด้านสิทธิออกเสียงอื่นที่ทำให้สามารถใช้อำนาจได้จริง แต่ไม่ใช่ว่าการเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดจะเพียงพอเสมอไป
ตัวอย่างสัดส่วนหุ้น 60%, 40% และ 20%
สมมติบริษัท H ถือหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงในบริษัท A จำนวน 60% หากสิทธิดังกล่าวให้อำนาจกำหนดกิจกรรมสำคัญ และองค์ประกอบอื่นของการควบคุมครบถ้วน บริษัท A อาจจัดเป็นบริษัทย่อยของบริษัท H
แต่ถ้าบริษัท H ถือหุ้นบริษัท B จำนวน 40% ต้องตรวจสิทธิตามข้อตกลงและข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ไม่สามารถสรุปว่าควบคุมหรือไม่ควบคุมจากตัวเลข 40% เพียงอย่างเดียว ส่วนการถือหุ้น 20% อาจเกี่ยวข้องกับการประเมินอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ แต่ก็ไม่ได้เป็นข้อสรุปอัตโนมัติว่าต้องเป็นบริษัทร่วมทุกกรณี
การนับจำนวนหุ้นควรพิจารณาแยกระหว่าง สัดส่วนความเป็นเจ้าของ กับ สัดส่วนสิทธิออกเสียง โดยเฉพาะกรณีที่มีหุ้นหลายประเภทหรือมีข้อตกลงระหว่างผู้ถือหุ้น ศึกษาเพิ่มเติมในบทความ สัดส่วนการถือหุ้นบริษัทและวิธีคำนวณ
4. บริษัทลูกกับบริษัทร่วมแตกต่างกันอย่างไร?
คำว่า Subsidiary หรือบริษัทย่อยแตกต่างจาก Associate หรือบริษัทร่วม โดยหลักการบัญชีจะใช้เรื่องการควบคุมเป็นตัวพิจารณาบริษัทย่อย ส่วนบริษัทร่วมเกี่ยวข้องกับการมีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญต่อกิจการที่ลงทุน โดยไม่ได้มีอำนาจควบคุมหรือควบคุมร่วมตามลักษณะที่เกี่ยวข้อง
| ประเด็น | บริษัทย่อย | บริษัทร่วม |
|---|---|---|
| ความสัมพันธ์ | มีอำนาจควบคุม | มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ |
| การตัดสินใจ | มีอำนาจเกี่ยวกับกิจกรรมสำคัญเมื่อเข้าองค์ประกอบการควบคุม | มีส่วนร่วมกำหนดนโยบายได้ แต่ไม่ได้ควบคุม |
| การบัญชี | พิจารณาหลักเกณฑ์งบการเงินรวม | พิจารณาวิธีบัญชีสำหรับเงินลงทุนในบริษัทร่วม |
| สัดส่วนหุ้น | ไม่ใช่เกณฑ์ตายตัวเพียงตัวเดียว | ไม่ใช่เกณฑ์ตายตัวเพียงตัวเดียว |
นอกจากนี้ยังมีการลงทุนในกิจการร่วมค้า ซึ่งต้องพิจารณาการควบคุมร่วมตามข้อตกลง และไม่ควรนำความหมายมาปะปนกับบริษัทย่อยหรือบริษัทร่วม
สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเปรียบเทียบรูปแบบลงทุนกับการประกอบธุรกิจโดยตรง สามารถอ่าน Holding Company ต่างจากบริษัททั่วไปอย่างไร เพื่อทำความเข้าใจว่าหน้าที่ของบริษัทถือหุ้นและบริษัทดำเนินงานแตกต่างกันอย่างไร
.jpg)
5. ความรับผิดของบริษัทแม่และบริษัทลูก แยกกันอย่างไร?
บริษัทแม่และบริษัทลูกที่เป็นนิติบุคคลแยกจากกันมีสิทธิ หน้าที่ ทรัพย์สิน และหนี้สินของตนเอง การเป็นผู้ถือหุ้นไม่ได้ทำให้บริษัทแม่ต้องรับผิดในหนี้ทุกจำนวนของบริษัทลูกโดยอัตโนมัติ
อย่างไรก็ตาม หลักการแยกนิติบุคคลไม่ได้หมายความว่าบริษัทแม่จะไม่มีความรับผิดในทุกสถานการณ์ เพราะอาจมีการทำสัญญาค้ำประกัน การรับภาระหนี้ตามข้อตกลง หรือเหตุอื่นที่กฎหมายกำหนดให้เกิดความรับผิดได้
หน้าที่ของกรรมการบริษัทลูก
กรรมการบริษัทลูกยังต้องปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ข้อบังคับบริษัท และมติที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรเข้าใจว่าคำสั่งของผู้ถือหุ้นรายใหญ่สามารถแทนขั้นตอนอนุมัติตามกฎหมายได้ทุกเรื่อง เช่น การทำสัญญาสำคัญ การจ่ายเงินปันผล หรือการเปลี่ยนอำนาจกรรมการ
เงินของบริษัทแม่กับบริษัทลูก
เงินของบริษัทลูกไม่ใช่เงินส่วนตัวของผู้ถือหุ้นหรือเงินที่บริษัทแม่สามารถโอนมาใช้ได้โดยไม่มีธุรกรรมรองรับ หากบริษัทลูกจ่ายเงินปันผล ให้กู้ยืม หรือชำระค่าบริการระหว่างกัน ต้องมีเอกสารและบันทึกบัญชีตามลักษณะรายการจริง
กลุ่มบริษัทควรจัดทำนโยบายการอนุมัติและการทำสัญญาให้ชัดเจน รวมถึงตรวจข้อบังคับบริษัทที่เกี่ยวข้อง ศึกษาได้จาก ข้อบังคับบริษัทและการกำหนดสิทธิบริหารกิจการ
6. บริษัทแม่สามารถรับเงินปันผลจากบริษัทลูกได้อย่างไร?
การได้รับเงินปันผลเป็นหนึ่งในผลตอบแทนจากการถือหุ้น แต่บริษัทลูกต้องพิจารณาความสามารถและหลักเกณฑ์การจ่ายเงินปันผลตามกฎหมายและข้อเท็จจริงของกิจการก่อน ไม่ใช่ว่าบริษัทลูกมีเงินสดในธนาคารแล้วต้องจ่ายเงินให้บริษัทแม่ได้ทันที
หากบริษัทแม่เป็นบริษัทไทยและได้รับเงินปันผลจากบริษัทลูกซึ่งเป็นบริษัทไทย อาจมีหลักเกณฑ์ภาษีเงินปันผลตามมาตรา 65 ทวิ (10) ที่ต้องพิจารณา ทั้งสัดส่วนการถือหุ้น สิทธิออกเสียง และระยะเวลาถือหุ้นตามกฎหมาย
เรื่องภาษีนี้มีเงื่อนไขเฉพาะและแตกต่างจากการพิจารณาอำนาจควบคุมทางบัญชี กล่าวคือ บริษัทแม่อาจควบคุมบริษัทลูก แต่ไม่ได้หมายความว่าเงินปันผลทุกจำนวนได้รับยกเว้นภาษีโดยอัตโนมัติ สามารถอ่านรายละเอียดใน Holding Company เสียภาษีอย่างไร เพื่อดูเงื่อนไขและตัวอย่างประกอบ
มีหลายบริษัทและต้องการจัดระบบบัญชีให้สัมพันธ์กัน?
ปรึกษาสำนักงานบัญชี พีทูพี เรื่องการจัดระบบข้อมูลเงินลงทุน เงินปันผล และธุรกรรมระหว่างบริษัทแม่กับบริษัทลูก
โทร 097-236-2994LINE: p2pacc7. บริษัทแม่และบริษัทลูกต้องทำบัญชีแยกกันหรือไม่?
โดยทั่วไปแต่ละบริษัทที่เป็นนิติบุคคลมีหน้าที่จัดทำบัญชีและงบการเงินของตนเองตามกฎหมาย การอยู่ในกลุ่มบริษัทเดียวกันไม่ได้ทำให้สามารถนำรายรับรายจ่ายทุกบริษัทมารวมเป็นบัญชีชุดเดียวโดยไม่แยกหลักฐาน
บริษัทแม่ควรติดตามเงินลงทุนในบริษัทลูกและรายการระหว่างบริษัท เช่น เงินให้กู้ยืม ดอกเบี้ย เงินปันผล และค่าบริหารจัดการ ส่วนบริษัทลูกต้องบันทึกผลประกอบการ สินทรัพย์ หนี้สิน และภาษีของตนเอง
งบการเงินรวมคืออะไร?
งบการเงินรวม (Consolidated Financial Statements) เป็นงบที่นำเสนอข้อมูลของกลุ่มบริษัทตามหลักเกณฑ์มาตรฐานรายงานทางการเงินที่เกี่ยวข้อง โดยแสดงกลุ่มกิจการเสมือนเป็นหน่วยงานทางเศรษฐกิจเดียวกันในมุมของผู้ใช้งบ
เมื่อเข้าข่ายต้องจัดทำงบการเงินรวม บริษัทแม่ต้องพิจารณาการรวมข้อมูลของบริษัทลูกและการปรับปรุงรายการระหว่างกัน แต่การพิจารณาว่าต้องจัดทำหรือมีข้อยกเว้นใดบ้างขึ้นอยู่กับมาตรฐานที่กิจการใช้บังคับและข้อเท็จจริง ไม่ใช่ว่าบริษัทที่ถือหุ้นในกิจการอื่นทุกแห่งต้องทำงบรวมเสมอไป
ทำไมต้องตัดรายการระหว่างบริษัท?
ตัวอย่างเช่น บริษัทแม่ขายบริการให้บริษัทลูก หากนำรายได้ของบริษัทแม่กับค่าใช้จ่ายของบริษัทลูกมารวมกันโดยไม่พิจารณารายการระหว่างกลุ่ม อาจทำให้ภาพการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทไม่สะท้อนธุรกรรมกับบุคคลภายนอกอย่างเหมาะสม จึงต้องใช้หลักเกณฑ์การปรับปรุงและตัดรายการตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
ผู้ประกอบการสามารถศึกษาองค์ประกอบงบการเงินเพิ่มเติมจากบทความ งบการเงินคืออะไร มีอะไรบ้าง เพื่อเข้าใจความแตกต่างระหว่างข้อมูลฐานะการเงิน ผลการดำเนินงาน และงบของแต่ละกิจการ

8. ธุรกิจ SME ควรมีบริษัทแม่และบริษัทลูกหรือไม่?
การมีหลายบริษัทอาจเหมาะกับธุรกิจที่ดำเนินงานหลายประเภท มีผู้ร่วมลงทุนต่างกลุ่ม หรือจำเป็นต้องกำหนดขอบเขตความรับผิดชอบและการบริหารให้เป็นระบบ แต่ผู้ประกอบการต้องคำนึงถึงต้นทุนการดำเนินงานของแต่ละบริษัทด้วย
หากธุรกิจมีเพียงกิจการเดียว ไม่มีแผนลงทุนในบริษัทอื่น และมีระบบงานไม่ซับซ้อน การใช้บริษัทเดียวอาจเพียงพอ ไม่จำเป็นต้องสร้างบริษัทแม่เพิ่มเพียงเพราะต้องการให้โครงสร้างดูใหญ่ขึ้น
เช็กลิสต์ก่อนตั้งโครงสร้างบริษัทแม่–ลูก
- มีธุรกิจหลายประเภทที่ควรแยกการดำเนินงานหรือไม่
- บริษัทใดจะถือหุ้นและมีสิทธิออกเสียงเท่าใด
- ใครเป็นผู้มีอำนาจกำหนดกิจกรรมสำคัญของแต่ละบริษัท
- กรรมการและผู้รับผิดชอบงานของแต่ละบริษัทเป็นใคร
- จำเป็นต้องมีข้อตกลงระหว่างผู้ถือหุ้นหรือไม่
- มีเงินกู้ ค่าบริหาร หรือการโอนทรัพย์สินระหว่างบริษัทหรือไม่
- ต้นทุนบัญชี ภาษี และการตรวจสอบงบเพิ่มขึ้นเท่าใด
- ระบบบัญชีรองรับการติดตามเงินลงทุนและธุรกรรมระหว่างบริษัทหรือยัง
ก่อนดำเนินการลงทุนจริง ควรมีผังโครงสร้างที่ระบุสัดส่วนหุ้น สิทธิออกเสียง และชื่อกรรมการของแต่ละบริษัท พร้อมตรวจสอบเอกสารทะเบียนล่าสุด โดยอาจใช้บริการ คัดหนังสือรับรองบริษัทและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น เพื่อประกอบการตรวจข้อมูลที่ยื่นไว้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
9. ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยงในการบริหารบริษัทในเครือ
คิดว่าถือหุ้นมากที่สุดเท่ากับควบคุมเสมอ: ต้องดูสิทธิออกเสียง ข้อตกลง และอำนาจเกี่ยวกับกิจกรรมสำคัญร่วมกัน
ใช้เงินบริษัทลูกเหมือนเงินบริษัทแม่: ควรมีเอกสารประกอบการโอนเงินและระบุลักษณะรายการ เช่น เงินปันผล เงินกู้ หรือค่าบริการอย่างชัดเจน
ให้กรรมการบริษัทลูกทำตามคำสั่งโดยไม่ตรวจข้อบังคับ: การดำเนินการต้องสอดคล้องกับหน้าที่กรรมการและขั้นตอนอนุมัติของบริษัทนั้น
ละเลยบัญชีและภาษีของแต่ละบริษัท: แม้มีผู้ถือหุ้นกลุ่มเดียวกันก็ยังต้องแยกหน้าที่ทางบัญชีและภาษีตามสถานะของแต่ละนิติบุคคล
ไม่มีข้อมูลหุ้นที่เป็นปัจจุบัน: การเพิ่มทุน โอนหุ้น หรือเปลี่ยนผู้ถือหุ้นอาจกระทบสิทธิออกเสียงและการประเมินอำนาจควบคุม จึงควรปรับข้อมูลโครงสร้างกลุ่มบริษัททุกครั้งที่เกิดการเปลี่ยนแปลง
สำหรับผู้ประกอบการที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ควรศึกษาภาระงานหลังการจดทะเบียนจากบทความ การเปิดบริษัทและหน้าที่ของบริษัทจำกัด เพื่อประเมินว่าสามารถดูแลนิติบุคคลหลายแห่งได้อย่างเหมาะสมหรือไม่

10. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบริษัทแม่และบริษัทลูก
1. บริษัทแม่ต้องถือหุ้นบริษัทลูกเกิน 50% หรือไม่?
ไม่จำเป็นทุกกรณี แม้สิทธิออกเสียงเกิน 50% มักเป็นข้อบ่งชี้สำคัญ แต่การประเมินอำนาจควบคุมตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้องต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและสิทธิอื่นร่วมด้วย
2. บริษัทลูกสามารถมีผู้ถือหุ้นรายอื่นได้หรือไม่?
ได้ บริษัทลูกอาจมีผู้ถือหุ้นหลายราย การเป็นบริษัทย่อยไม่ได้หมายความว่าบริษัทแม่ต้องถือหุ้นทั้งหมด แต่ต้องประเมินว่าบริษัทแม่มีอำนาจควบคุมตามหลักเกณฑ์หรือไม่
3. บริษัทแม่ต้องชำระหนี้ของบริษัทลูกหรือไม่?
โดยทั่วไปแต่ละบริษัทเป็นนิติบุคคลแยกกัน บริษัทแม่ไม่ได้รับผิดในหนี้บริษัทลูกโดยอัตโนมัติเพียงเพราะเป็นผู้ถือหุ้น แต่หากมีสัญญาค้ำประกันหรือเหตุอื่นตามกฎหมายอาจเกิดความรับผิดได้
4. บริษัทแม่และบริษัทลูกต้องยื่นงบการเงินแยกกันหรือไม่?
โดยทั่วไปแต่ละนิติบุคคลมีหน้าที่จัดทำและยื่นงบการเงินของตนเองตามกฎหมาย นอกจากนี้อาจมีประเด็นจัดทำงบการเงินรวมตามมาตรฐานที่ใช้บังคับ ซึ่งต้องพิจารณาแยกต่างหาก
5. Holding Company กับบริษัทแม่เป็นสิ่งเดียวกันหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกกรณี Holding Company อธิบายลักษณะการถือหุ้นหรือลงทุน ส่วนบริษัทแม่เน้นความสัมพันธ์ที่มีอำนาจควบคุมกิจการอื่น บริษัทโฮลดิ้งอาจเป็นบริษัทแม่ได้ แต่การถือหุ้นในบริษัทอื่นเพียงอย่างเดียวไม่ได้แปลว่ามีอำนาจควบคุมเสมอไป
สรุป บริษัทแม่ บริษัทลูก คืออะไร และผู้ประกอบการควรเข้าใจเรื่องใด?
บริษัทแม่ บริษัทลูก คืออะไร คำตอบสำคัญอยู่ที่อำนาจควบคุม บริษัทแม่คือกิจการที่ควบคุมกิจการอื่น ส่วนบริษัทลูกคือกิจการที่อยู่ภายใต้การควบคุมนั้น โดยต้องพิจารณาสิทธิออกเสียง อำนาจในการกำหนดกิจกรรมสำคัญ และสิทธิในผลตอบแทนตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
แม้บริษัทแม่และบริษัทลูกจะอยู่ในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน แต่แต่ละบริษัทมีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกจากกัน มีหน้าที่เกี่ยวกับสัญญา บัญชี ภาษี และการกำกับดูแลของตนเอง การจัดระบบข้อมูลและเอกสารให้ชัดเจนจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการบริหารกลุ่มบริษัท
ก่อนจัดตั้งหรือปรับโครงสร้าง ผู้ประกอบการควรประเมินเป้าหมายทางธุรกิจ สัดส่วนการถือหุ้น สิทธิของผู้ถือหุ้น ข้อบังคับบริษัท และต้นทุนการดูแลนิติบุคคลหลายแห่ง เพื่อเลือกแนวทางที่เหมาะกับแผนการลงทุนระยะยาว
ปรึกษาโครงสร้างบริษัทแม่–บริษัทลูก กับสำนักงานบัญชี พีทูพี
สอบถามเรื่องการจัดตั้งบริษัท โครงสร้างผู้ถือหุ้น ระบบบัญชี และภาษีที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนขยายธุรกิจ
โทร 097-236-2994LINE: p2paccเวลาติดต่อ 09:30–17:30 น.