แฟรนไชส์โตได้จากการทำซ้ำ แต่ระบบบัญชีก็ต้องทำซ้ำได้เหมือนกัน ตั้งแต่ยอดขาย วัตถุดิบ ไปจนถึงกำไรของแต่ละสาขา
รับทำบัญชีแฟรนไชส์อาหารและเครื่องดื่ม วางระบบหลายสาขา ต้นทุน และภาษี
รับทำบัญชีแฟรนไชส์อาหารและเครื่องดื่ม ต้องดูมากกว่าการบันทึกรายรับรายจ่ายของร้าน เพราะธุรกิจแฟรนไชส์อาจมีทั้งสาขาที่เจ้าของแบรนด์บริหารเอง ผู้รับสิทธิแฟรนไชส์ รายได้จากการขายสินค้าและวัตถุดิบ ค่าธรรมเนียมแรกเข้า ค่ารอยัลตี้ และค่าใช้จ่ายด้านการตลาด
เมื่อธุรกิจมีหลายสาขา ปัญหาที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่เพียง “ยอดขายเดือนนี้เท่าไร” แต่ต้องตอบต่อให้ได้ว่า สาขาใดทำกำไร ต้นทุนวัตถุดิบสาขาไหนผิดปกติ ยอด POS ตรงกับเงินรับจริงหรือไม่ และค่าธรรมเนียมจาก Franchisee ถูกบันทึกและจัดเอกสารอย่างไร
ดังนั้นระบบบัญชีควรถูกออกแบบให้รองรับการขยายตั้งแต่ต้น เพราะวันที่มี 2 สาขา ระบบง่าย ๆ อาจยังพอใช้ได้ แต่เมื่อเพิ่มเป็น 10 หรือ 20 สาขา ความไม่เป็นมาตรฐานเพียงเล็กน้อยจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในการรวมข้อมูล
ธุรกิจแฟรนไชส์ควรเห็นข้อมูลเหล่านี้จากระบบบัญชี
- ยอดขายแยกแต่ละสาขา
- ยอดจาก POS เงินสด QR บัตรเครดิต และ Delivery
- ต้นทุนวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์
- กำไรขั้นต้นแยกสาขา
- ค่าแรงและค่าใช้จ่ายประจำสาขา
- Franchise Fee และ Royalty Fee
- ยอดขายวัตถุดิบหรือสินค้าให้ Franchisee
- VAT และภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่เกี่ยวข้อง
- สต๊อกและของเสีย
- กระแสเงินสดของธุรกิจ
มีหลายสาขาแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าสาขาไหนสร้างกำไรจริง?
สำนักงานบัญชี พีทูพีพร้อมช่วยดูแลงานบัญชี ภาษี และจัดระบบข้อมูลสำหรับธุรกิจแฟรนไชส์อาหาร เครื่องดื่ม ร้านกาแฟ และร้านอาหารหลายสาขา
โทร 097-236-2994LINE: p2pacc
บัญชีแฟรนไชส์อาหารต่างจากบัญชีร้านอาหารทั่วไปอย่างไร
ร้านอาหารทั่วไปอาจดูข้อมูลของร้านหรือบริษัทเพียงแห่งเดียว แต่ธุรกิจแฟรนไชส์ต้องเชื่อมข้อมูลระหว่างเจ้าของแบรนด์ สาขาที่บริษัทบริหารเอง และผู้รับสิทธิแฟรนไชส์
DBD อธิบายโครงสร้างแฟรนไชส์ว่าประกอบด้วยผู้ให้สิทธิหรือ Franchisor ผู้รับสิทธิหรือ Franchisee และค่าตอบแทนจากการใช้สิทธิ เช่น Franchise Fee และ Royalty Fee
ดังนั้นระบบบัญชีต้องแยกให้ได้ว่าเงินที่เข้าบริษัทเกิดจากการขายอาหาร การขายวัตถุดิบ ค่าธรรมเนียมแรกเข้า ค่าสิทธิ หรือรายได้ประเภทอื่น ไม่ควรนำทุกยอดมารวมเป็น “รายได้แฟรนไชส์” เพียงบัญชีเดียว
หากเป็นร้านอาหารทั่วไปที่ไม่ได้มีโครงสร้างแฟรนไชส์ ควรแยก Search Intent ไปยังบทความรับทำบัญชีร้านอาหาร เพื่อไม่ให้สองหน้าทำอันดับแข่งกันเอง
บัญชีของ Franchisor กับ Franchisee ต้องมองคนละด้าน
ฝั่ง Franchisor หรือเจ้าของแฟรนไชส์ อาจมีรายได้จากค่าธรรมเนียมแรกเข้า ค่ารอยัลตี้ การขายวัตถุดิบ อุปกรณ์ หรือบริการสนับสนุนแก่สาขา
ฝั่ง Franchisee หรือผู้รับแฟรนไชส์ จะมีต้นทุนจากค่าแฟรนไชส์ ค่าวัตถุดิบ ค่าเช่า เงินเดือน ค่าสาธารณูปโภค ค่าการตลาด และค่าใช้จ่ายหน้าร้าน
แม้จะใช้แบรนด์เดียวกัน แต่บัญชีของ Franchisor กับ Franchisee ไม่ควรถูกออกแบบเหมือนกันทั้งหมด เพราะรูปแบบรายได้ ต้นทุน และภาระตามสัญญาต่างกัน
.jpg)
Franchise Fee และ Royalty Fee ต้องแยกให้ชัด
ธุรกิจแฟรนไชส์มักมีค่าตอบแทนจากการให้สิทธิหลายประเภท ค่าธรรมเนียมแรกเข้าอาจเกิดขึ้นเมื่อเริ่มสัญญา ขณะที่ Royalty Fee มักเกิดอย่างต่อเนื่องตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญา เช่น สัดส่วนยอดขายหรือรูปแบบอื่นที่คู่สัญญาตกลงกัน
สิ่งสำคัญคือฝ่ายบัญชีต้องได้รับสัญญาแฟรนไชส์ ไม่ควรบันทึกจากยอดเงินเข้าเพียงอย่างเดียว เพราะต้องทราบว่าเงินแต่ละก้อนเป็นค่าตอบแทนอะไร ครอบคลุมบริการช่วงเวลาใด และมีภาษีอะไรเกี่ยวข้อง
นอกจากนี้หากเจ้าของแบรนด์ขายวัตถุดิบหรือบรรจุภัณฑ์ให้ Franchisee ควรแยกรายได้จากการขายสินค้าออกจากรายได้ค่าสิทธิ เพื่อให้วิเคราะห์กำไรของแต่ละส่วนได้จริง
ธุรกิจหลายสาขาต้องแยกข้อมูลอย่างไร
หากรวมยอดทุกสาขาไว้ในบัญชีเดียวโดยไม่มีรหัสสาขาหรือศูนย์ต้นทุน เจ้าของจะเห็นเพียงกำไรรวม แต่ไม่รู้ว่าสาขาใดกำลังทำกำไรและสาขาใดกำลังใช้เงินของสาขาอื่นมาชดเชย
ข้อมูลที่ควรแยกตามสาขา
- ยอดขาย
- ต้นทุนวัตถุดิบ
- ค่าแรง
- ค่าเช่า
- ค่าสาธารณูปโภค
- Delivery Fee
- ค่าโฆษณาและโปรโมชั่น
- สต๊อก
- กำไรขั้นต้น
- กำไรจากการดำเนินงาน
เมื่อแต่ละสาขาใช้มาตรฐานบัญชีเดียวกัน เจ้าของสามารถนำข้อมูลมาเปรียบเทียบกันได้โดยไม่ต้องสร้างรายงานใหม่ทุกครั้ง
หากกำลังออกแบบระบบ สามารถอ่านวางระบบบัญชีเพิ่มเติม
ยอดขายรวมโตขึ้น แต่ถ้าไม่แยกสาขา ก็ยังตอบไม่ได้ว่าแฟรนไชส์กำลังโตอย่างมีคุณภาพหรือไม่
การจัดรหัสสาขา รายได้ ต้นทุน สต๊อก และค่าใช้จ่ายให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ช่วยให้ข้อมูลบัญชีใช้บริหารเครือข่ายได้จริง
โทร 097-236-2994LINE: p2paccยอด POS ไม่เท่ากับเงินเข้าธนาคารเสมอไป
ร้านอาหารและเครื่องดื่มรับเงินได้หลายช่องทาง ทั้งเงินสด QR Payment บัตรเครดิต และแพลตฟอร์ม Delivery
ยอดจากระบบ POS จึงควรถูกกระทบกับ Settlement หรือยอดเงินที่ผู้ให้บริการโอนเข้าบัญชี เพราะอาจมีค่าธรรมเนียม ส่วนลด โปรโมชั่น หรือยอดค้างโอนอยู่ระหว่างทาง
หากนำเงินสุทธิที่เข้าธนาคารไปบันทึกเป็นยอดขายทันที อาจทำให้ยอดรายได้และค่าใช้จ่ายไม่ครบ
ควรกำหนดขั้นตอนกระทบยอดให้ชัดว่าใครตรวจ POS ใครตรวจเงินสด และใครตรวจยอดโอนจากแพลตฟอร์ม เพื่อไม่ให้ฝ่ายบัญชีต้องย้อนแก้ข้อมูลปลายเดือน
ต้นทุนอาหารและเครื่องดื่มต้องวัดจากของที่ใช้จริง
ยอดขายสูงไม่ได้รับประกันว่ากำไรดี เพราะวัตถุดิบอาจแพงขึ้น Portion ไม่สม่ำเสมอ มีของเสียมาก หรือแต่ละสาขาใช้วัตถุดิบเกินมาตรฐาน
ธุรกิจแฟรนไชส์ยิ่งต้องมีสูตรและมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบต้นทุนระหว่างสาขาได้
- ต้นทุนวัตถุดิบรายเดือน
- ต้นทุนต่อเมนูหรือต่อแก้ว
- อัตรากำไรขั้นต้น
- ของเสียและสินค้าหมดอายุ
- ความแตกต่างระหว่างต้นทุนมาตรฐานกับต้นทุนจริง
- ต้นทุนวัตถุดิบต่อยอดขายของแต่ละสาขา
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เห็นปัญหาที่อาจซ่อนอยู่หลังยอดขาย เช่น สาขาหนึ่งขายดีแต่ใช้วัตถุดิบสูงผิดปกติ หรือโปรโมชั่นทำยอดขายเพิ่มแต่กำไรขั้นต้นลดลง

สต๊อกวัตถุดิบคือจุดที่กำไรแฟรนไชส์รั่วได้ง่าย
ร้านอาหารและเครื่องดื่มมีวัตถุดิบจำนวนมากที่มีอายุสั้น ชั่งตวงเป็นหน่วยย่อย และสูญเสียได้ง่าย จึงไม่ควรรอปลายปีแล้วค่อยตรวจนับครั้งเดียว
รอบตรวจสต๊อกควรกำหนดตามความสำคัญของวัตถุดิบ บางรายการอาจตรวจรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน เพื่อให้พบความผิดปกติได้เร็ว
เมื่อมีหลายสาขา ควรใช้รหัสสินค้าและหน่วยนับเดียวกัน ไม่ควรให้แต่ละสาขาตั้งชื่อวัตถุดิบเอง เพราะจะทำให้ข้อมูลรวมเปรียบเทียบกันไม่ได้
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ตรวจนับสินค้าคงเหลือปลายปี
ภาษีของธุรกิจแฟรนไชส์อาหารและเครื่องดื่มต้องดูอะไรบ้าง
ธุรกิจแฟรนไชส์อาจเกี่ยวข้องกับ VAT ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้นิติบุคคล Payroll และรายการทางภาษีอื่นตามโครงสร้างของกิจการ
สำหรับกิจการขายสินค้าหรือให้บริการที่อยู่ในบังคับ VAT กรมสรรพากรกำหนดเกณฑ์รายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี และต้องยื่นจดทะเบียนภายใน 30 วันนับแต่วันที่รายรับเกินเกณฑ์
แต่การมีหลายสาขาไม่ได้หมายความว่าควรดู VAT แยกจากข้อมูลขายทั้งหมด ระบบควรสามารถกระทบยอดรายงานขาย ใบกำกับภาษี รายงานภาษีขาย และข้อมูลในบัญชีให้สัมพันธ์กัน
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ภ.พ.30และต้องจด VAT เมื่อไร
Royalty Fee และค่าแฟรนไชส์ต้องตรวจภาษีหัก ณ ที่จ่ายหรือไม่
ไม่ควรใช้สูตรเหมารวมกับค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ทุกประเภท เพราะต้องตรวจรายละเอียดในสัญญา ลักษณะสิทธิ ผู้จ่าย ผู้รับ และประเภทของเงินได้ก่อน
ก่อนจ่ายค่ารอยัลตี้หรือค่าบริการตามสัญญา ควรส่งสัญญาให้ผู้ดูแลบัญชีตรวจ เพื่อพิจารณาหน้าที่ภาษีหัก ณ ที่จ่ายและเอกสารที่ต้องใช้ตามข้อเท็จจริง
โดยเฉพาะกรณีจ่ายให้ผู้รับในต่างประเทศ ไม่ควรใช้หลักเดียวกับการจ่ายให้นิติบุคคลในประเทศไทย เพราะอาจมีประเด็นภาษีระหว่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง
ดูแนวทางเพิ่มเติมที่รับทำภาษีหัก ณ ที่จ่าย
.jpg)
เจ้าของแฟรนไชส์ควรได้รับรายงานอะไรจากระบบบัญชี
งบกำไรขาดทุนรวมเพียงฉบับเดียวอาจไม่พอสำหรับธุรกิจที่มีหลายสาขา เพราะเจ้าของต้องการข้อมูลที่ช่วยหาสาเหตุของกำไรและขาดทุน
- ยอดขายรายสาขา
- กำไรขั้นต้นรายสาขา
- Food Cost หรือ Beverage Cost
- ค่าแรงต่อยอดขาย
- ค่าเช่าและค่าใช้จ่ายคงที่
- สต๊อกและของเสีย
- ยอด Franchise Fee และ Royalty
- ลูกหนี้จาก Franchisee หากมี
- เงินสดและกระแสเงินสด
รายงานเหล่านี้ช่วยให้เจ้าของตอบคำถามได้ว่า ควรเปิดสาขาเพิ่มหรือไม่ ควรปิดสาขาที่ขาดทุนหรือยัง หรือควรแก้ต้นทุนก่อนขยายต่อ
หากต้องการเข้าใจการใช้ตัวเลขบัญชี สามารถอ่านบัญชีการเงิน คืออะไร
ควรใช้โปรแกรมบัญชีแบบไหนเมื่อมีหลายสาขา
ไม่มีโปรแกรมเดียวที่เหมาะกับทุกแฟรนไชส์ สิ่งสำคัญคือระบบต้องรองรับข้อมูลจากหน้าร้านและสามารถส่งต่อข้อมูลไปยังบัญชีได้โดยไม่สร้างงานคีย์ซ้ำมากเกินไป
ก่อนเลือกควรดูว่าระบบ POS ส่งออกข้อมูลอะไรได้ สามารถแยกสาขา แยกช่องทางขาย แยกสินค้า และเชื่อมกับระบบสต๊อกหรือบัญชีได้เพียงใด
อีกเรื่องที่สำคัญคือสิทธิของผู้ใช้งาน เพราะกิจการหลายสาขาไม่ควรให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลทางการเงินทั้งหมดในระดับเดียวกัน
อ่านแนวทางได้ที่โปรแกรมบัญชีสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก
ก่อนเปิดสาขาใหม่ ควรดูตัวเลขอะไร
ยอดขายสาขาปัจจุบันสูงไม่ได้แปลว่าธุรกิจพร้อมขยายเสมอไป ต้องตรวจด้วยว่ากำไรเกิดจากการดำเนินงานจริงหรือไม่ เงินสดเพียงพอหรือไม่ และสาขาปัจจุบันมีต้นทุนที่ควบคุมได้แล้วหรือยัง
ควรประมาณการต้นทุนของสาขาใหม่ เช่น ค่าเช่า ค่าตกแต่ง อุปกรณ์ เงินเดือน วัตถุดิบ ค่าเปิดร้าน และเงินทุนหมุนเวียนก่อนเริ่มลงทุน
หากธุรกิจยังไม่สามารถบอกกำไรของแต่ละสาขาได้ชัด การเพิ่มสาขาอาจหมายถึงการขยายปัญหาเดิมให้ใหญ่ขึ้นมากกว่าการขยายกำไร

เลือกสำนักงานบัญชีสำหรับแฟรนไชส์ควรถามอะไร
ก่อนตัดสินใจ ไม่ควรถามเพียงค่าบริการรายเดือน แต่ควรตรวจว่าสำนักงานสามารถทำงานกับข้อมูลหลายสาขาและระบบหน้าร้านของธุรกิจได้จริงหรือไม่
- รองรับบัญชีหลายสาขาหรือไม่
- อ่านและกระทบยอดข้อมูล POS ได้หรือไม่
- ช่วยจัดหมวดรายได้ Franchise Fee และ Royalty ได้หรือไม่
- เข้าใจต้นทุนอาหารและเครื่องดื่มหรือไม่
- ตรวจสต๊อกและต้นทุนขายอย่างไร
- มีรายงานแยกสาขาให้เจ้าของหรือไม่
- ดูแล VAT และภาษีหัก ณ ที่จ่ายหรือไม่
- รองรับธุรกิจเมื่อจำนวนสาขาเพิ่มขึ้นหรือไม่
การเลือกสำนักงานที่เข้าใจโครงสร้างธุรกิจตั้งแต่ต้น ช่วยลดความจำเป็นในการรื้อผังบัญชีและระบบรายงานเมื่อธุรกิจโต
คำถามที่พบบ่อยเรื่องบัญชีแฟรนไชส์อาหารและเครื่องดื่ม
บัญชีแฟรนไชส์ต่างจากบัญชีร้านอาหารทั่วไปไหม?
ต่างกันได้ เพราะธุรกิจแฟรนไชส์อาจมี Franchisor, Franchisee, Franchise Fee, Royalty Fee การขายวัตถุดิบ และข้อมูลหลายสาขาที่ต้องจัดระบบเพิ่มเติม
ร้านแฟรนไชส์หลายสาขาควรแยกบัญชีหรือไม่?
ควรแยกข้อมูลในระดับที่สามารถวิเคราะห์รายได้ ต้นทุน และกำไรของแต่ละสาขาได้ แม้สุดท้ายจะรวมเป็นงบการเงินของนิติบุคคลเดียวกัน
ยอด Delivery ควรบันทึกจากยอดที่โอนเข้าธนาคารหรือไม่?
ไม่ควรใช้ยอดสุทธิเข้าธนาคารเป็นยอดขายโดยอัตโนมัติ ควรตรวจยอดขาย ค่าธรรมเนียม ส่วนลด และ Settlement ของแพลตฟอร์มให้ครบก่อนบันทึก
Franchise Fee กับ Royalty Fee เหมือนกันไหม?
ไม่เหมือนกันโดยโครงสร้างทั่วไป Franchise Fee มักเป็นค่าธรรมเนียมช่วงเริ่มต้น ส่วน Royalty Fee เป็นค่าตอบแทนต่อเนื่องตามเงื่อนไขสัญญา แต่การบันทึกจริงต้องดูรายละเอียดสัญญาแต่ละกิจการ
แฟรนไชส์อาหารต้องจด VAT ไหม?
ต้องดูว่ากิจการอยู่ในบังคับ VAT หรือไม่และรายรับถึงเกณฑ์หรือยัง ปัจจุบันกิจการที่อยู่ในบังคับและมีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องตรวจหน้าที่จดทะเบียนตามกำหนด
ควรทำบัญชีแฟรนไชส์ทุกเดือนหรือรอปลายปี?
ควรจัดทำและตรวจข้อมูลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะยอดขาย POS ธนาคาร สต๊อก VAT ค่าแรง และต้นทุนรายสาขา เพราะหากรอปลายปีจะย้อนหาสาเหตุของความคลาดเคลื่อนได้ยาก
สรุป ระบบบัญชีแฟรนไชส์ที่ดี ต้องขยายได้เร็วพอ ๆ กับจำนวนสาขา
แฟรนไชส์ที่เติบโตไม่ได้มีเพียงสูตรอาหารหรือแบรนด์ที่ทำซ้ำได้ แต่ระบบบัญชี การเก็บยอดขาย การควบคุมวัตถุดิบ และรายงานของแต่ละสาขาก็ต้องทำซ้ำได้ในมาตรฐานเดียวกัน
เมื่อข้อมูลจาก POS ธนาคาร สต๊อก Franchise Fee Royalty Fee ภาษี และค่าใช้จ่ายถูกเชื่อมเข้าด้วยกัน เจ้าของจะเห็นได้ชัดขึ้นว่าสาขาใดสร้างกำไร ส่วนใดมีต้นทุนผิดปกติ และธุรกิจพร้อมขยายต่อจริงหรือไม่
แฟรนไชส์ที่ดีทำให้ร้านแต่ละสาขาทำงานด้วยสูตรเดียวกัน ส่วนบัญชีที่ดีทำให้ตัวเลขของทุกสาขาพูดภาษาเดียวกัน
เมื่อข้อมูลเป็นมาตรฐาน การขยายสาขาจะไม่ใช่เพียงการเพิ่มยอดขาย แต่เป็นการขยายธุรกิจบนตัวเลขที่เจ้าของสามารถตรวจสอบและบริหารได้จริง
กำลังขยายแฟรนไชส์อาหารหรือเครื่องดื่ม และต้องการระบบบัญชีที่รองรับหลายสาขา?
สำนักงานบัญชี พีทูพีพร้อมช่วยดูแลงานบัญชี ภาษี รายได้ ต้นทุน สต๊อก และการจัดข้อมูลรายสาขาให้เหมาะกับรูปแบบธุรกิจ
โทร 097-236-2994LINE: p2pacc