ความรู้สำหรับเจ้าของบริษัทและผู้ประกอบการ SME
บริษัทควรจ้างพนักงานบัญชีประจำเมื่อไร? 7 สัญญาณที่เจ้าของธุรกิจควรรู้
“ตอนเปิดบริษัทใหม่ เอกสารมีแค่ไม่กี่ใบ แต่พอธุรกิจโตขึ้น ทำไมงานบัญชีถึงกลายเป็นเรื่องที่ต้องตามแก้กันทุกวัน?”
เมื่อเริ่มต้นธุรกิจ เจ้าของบริษัทหลายคนอาจจัดเก็บเอกสารเอง ส่งข้อมูลให้สำนักงานบัญชี และติดต่อเรื่องภาษีเป็นครั้งคราว แต่เมื่อกิจการมีลูกค้าเพิ่มขึ้น มีพนักงานหลายคน หรือมีรายการรับจ่ายจำนวนมาก วิธีทำงานแบบเดิมอาจเริ่มไม่เพียงพอ
คำถามที่ตามมาคือ บริษัทควรจ้างพนักงานบัญชีประจำเมื่อไร และจะรู้ได้อย่างไรว่าถึงเวลาต้องมีคนดูแลงานบัญชีอยู่ภายในบริษัทแล้ว?
คำตอบไม่ได้ขึ้นอยู่กับยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูปริมาณเอกสาร ความซับซ้อนของธุรกิจ ความรวดเร็วในการใช้ข้อมูล และความพร้อมของทีมงานที่มีอยู่
บทความนี้จะแนะนำ 7 สัญญาณที่ควรพิจารณา พร้อมตัวอย่างการทำงาน วิธีประเมินค่าใช้จ่าย และแนวทางจัดทีมบัญชีให้เหมาะกับธุรกิจ โดยไม่จำเป็นต้องรีบจ้างพนักงานเพิ่มหากยังไม่มีความจำเป็น
- กิจการเอกสารน้อย อาจยังไม่จำเป็นต้องมีนักบัญชีประจำเต็มเวลา
- งานซื้อขายมากขึ้น ต้องมีผู้รับผิดชอบเอกสารและติดตามยอดให้ทัน
- หากต้องใช้ข้อมูลรายวันหรือรายสัปดาห์ อาจต้องเพิ่มบุคลากรภายใน
- การมีพนักงานบัญชีประจำไม่ได้หมายความว่าต้องเลิกใช้สำนักงานบัญชี
- ควรพิจารณาต้นทุนทั้งหมดและขอบเขตความรับผิดชอบก่อนตัดสินใจ
หากต้องการเปรียบเทียบทางเลือกด้านการทำบัญชีในภาพรวม สามารถอ่าน ทำบัญชีเอง จ้างพนักงาน หรือจ้างสำนักงานบัญชี แบบไหนเหมาะกับธุรกิจ เพิ่มเติมได้
.jpg)
จ้างพนักงานบัญชีประจำเมื่อไรถึงจะเหมาะกับบริษัท?
ก่อนตอบคำถามนี้ ต้องเข้าใจก่อนว่าพนักงานบัญชีประจำกับสำนักงานบัญชีภายนอกมีรูปแบบการทำงานแตกต่างกัน
พนักงานบัญชีประจำ เป็นบุคลากรในกิจการที่สามารถดูแลงานเอกสาร ตรวจสอบรายการ รับส่งข้อมูล และประสานงานกับฝ่ายอื่นได้ตามเวลาทำงานและขอบเขตหน้าที่
ส่วน สำนักงานบัญชีภายนอก เป็นผู้ให้บริการที่รับผิดชอบงานตามสัญญา เช่น บันทึกบัญชี ตรวจเอกสาร ยื่นภาษี หรือจัดทำงบการเงิน ตามขอบเขตและรอบเวลาที่ตกลงกัน
บริษัทที่มีเอกสารไม่มากและจัดเตรียมข้อมูลเองได้ อาจใช้สำนักงานบัญชีภายนอกโดยไม่จำเป็นต้องจ้างพนักงานบัญชีเต็มเวลา แต่เมื่อมีรายการจำนวนมากและต้องประสานงานทุกวัน การมีคนดูแลบัญชีภายในอาจช่วยให้งานคล่องตัวขึ้น
ที่สำคัญ บริษัทไม่ได้จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอไป เพราะสามารถใช้พนักงานภายในดูแลงานประจำวัน และให้สำนักงานบัญชีช่วยตรวจทานหรือรับผิดชอบงานตามที่ตกลงกันได้
ธุรกิจที่กำลังคิดจะตั้งฝ่ายบัญชีสามารถศึกษา ขั้นตอนตั้งฝ่ายบัญชีในบริษัทขนาดเล็ก ซึ่งอธิบายเรื่องการจัดตำแหน่งและระบบงานโดยเฉพาะ
7 SIGNS TO CONSIDER
7 สัญญาณที่บอกว่าบริษัทอาจถึงเวลาจ้างพนักงานบัญชีประจำ
1. เอกสารซื้อขายเพิ่มขึ้นจนจัดการไม่ทัน
เมื่อกิจการมีใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน หรือเอกสารค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นทุกวัน เจ้าของธุรกิจอาจไม่มีเวลาตรวจรายละเอียดและจัดส่งเอกสารให้ผู้ทำบัญชีครบถ้วน
ตัวอย่าง: ร้านค้าส่งมีเอกสารขายจำนวนมากทุกวัน และต้องติดตามใบส่งของกับยอดชำระเงิน การมีผู้ดูแลเอกสารโดยตรงอาจช่วยลดการตกหล่นได้
2. ต้องติดตามลูกหนี้และเจ้าหนี้เกือบทุกวัน
ธุรกิจที่มีการขายเชื่อจำนวนมากจำเป็นต้องรู้ว่าใครครบกำหนดจ่าย และมีเงินที่ต้องชำระให้ผู้ขายเมื่อไร หากไม่มีผู้รับผิดชอบติดตามอย่างต่อเนื่อง อาจกระทบสภาพคล่องของกิจการ
ตัวอย่าง: บริษัทขายอุปกรณ์ให้ลูกค้าเครดิต 30 วันหลายราย ต้องมีคนตรวจเอกสารรับชำระและติดตามยอดค้างรับอยู่เสมอ
3. มีหลายแผนกที่ต้องส่งข้อมูลให้ฝ่ายบัญชี
เมื่อบริษัทมีฝ่ายขาย จัดซื้อ คลังสินค้า และการเงิน ข้อมูลบัญชีจะเริ่มต้นจากหลายจุด หากไม่มีผู้ประสานงาน อาจเกิดปัญหาเอกสารไม่ครบหรือส่งช้า
สิ่งที่ควรทำ: กำหนดคนรับผิดชอบรวบรวม ตรวจ และส่งเอกสารให้ทันรอบงาน โดยไม่จำเป็นต้องให้บุคคลเดียวทำทุกขั้นตอน
4. เจ้าของธุรกิจต้องการดูตัวเลขบ่อยขึ้น
หากผู้บริหารต้องการทราบยอดขาย กำไรเบื้องต้น ต้นทุน สินค้าคงเหลือ หรือเงินสดที่มีอยู่ทุกสัปดาห์ กิจการต้องมีการจัดทำและตรวจข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ
แต่ต้องแยกให้ชัดระหว่างรายงานบริหารที่จัดทำภายในกับงบการเงินตามมาตรฐานบัญชี เพราะใช้วัตถุประสงค์และอาจมีขั้นตอนปรับปรุงที่ต่างกัน
5. มีสต็อกสินค้าและรายการธนาคารจำนวนมาก
ธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง หรือโรงงานอาจมีสินค้าเข้าออกทุกวัน รวมทั้งมีหลายบัญชีธนาคารหรือหลายช่องทางรับเงิน หากไม่ได้ตรวจข้อมูลสม่ำเสมออาจเกิดยอดคลาดเคลื่อนสะสม
พนักงานภายในสามารถช่วยรวบรวมและตรวจข้อมูลเบื้องต้น ขณะที่การกระทบยอดและการควบคุมภายในควรมีผู้ตรวจสอบตามความเสี่ยงของกิจการ
6. งานเอกสารเริ่มกระทบกำหนดส่งภาษี
เมื่อเอกสารมาถึงผู้ทำบัญชีล่าช้า อาจทำให้เหลือเวลาตรวจสอบก่อนยื่นแบบภาษีน้อยลง โดยเฉพาะกิจการที่มี VAT ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และรายการหลายประเภท
การมีคนคอยติดตามเอกสารภายในจึงช่วยให้สำนักงานบัญชีหรือผู้ทำบัญชีได้รับข้อมูลตรงเวลา แต่ไม่ได้ทดแทนการตรวจสอบข้อกฎหมายและความถูกต้องของรายการ
7. เจ้าของกิจการต้องลงมือทำงานบัญชีเองมากเกินไป
หากผู้บริหารใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการติดตามเอกสาร แก้ไขรายการ จัดข้อมูลรับจ่าย หรือประสานงานเรื่องใบกำกับภาษี จนกระทบการบริหารลูกค้าและการพัฒนาธุรกิจ ควรทบทวนการแบ่งหน้าที่ภายใน
บางครั้งการจ้างเจ้าหน้าที่ดูแลเอกสารบัญชีก็เพียงพอ แต่บางธุรกิจอาจต้องการนักบัญชีที่มีความสามารถด้านการบันทึกและตรวจสอบบัญชีมากขึ้น
ข้อสังเกต: ไม่จำเป็นต้องพบครบทั้ง 7 สัญญาณจึงจะเริ่มจ้างพนักงาน ควรพิจารณาความถี่ ความรุนแรงของปัญหา และความคุ้มค่าต่อกิจการร่วมกัน
สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการปรับระบบเอกสารก่อนเพิ่มคน สามารถอ่าน วิธีจัดแฟ้มเอกสารบัญชีให้เป็นระบบ เพื่อประเมินว่าปัญหาเกิดจากจำนวนงานหรือขั้นตอนการทำงาน

ตัวอย่างธุรกิจแบบไหนควรจ้างพนักงานบัญชีประจำ?
เพื่อให้เห็นภาพ ลองเปรียบเทียบธุรกิจสมมติสองแห่งที่มีปริมาณงานต่างกัน
บริษัท A: ธุรกิจบริการขนาดเล็ก
มีเอกสารซื้อขายประมาณ 25–40 รายการต่อเดือน มีลูกค้าไม่กี่ราย และเจ้าของกิจการสามารถตรวจเอกสารก่อนส่งสำนักงานบัญชีได้
แนวทางที่อาจเหมาะสม: ใช้สำนักงานบัญชีภายนอกดูแลงานตามขอบเขตที่ตกลงกัน และกำหนดผู้รับผิดชอบจัดเอกสารภายใน โดยยังไม่จำเป็นต้องจ้างนักบัญชีเต็มเวลา
บริษัท B: ธุรกิจค้าส่งที่กำลังเติบโต
มีเอกสารหลายร้อยรายการต่อเดือน ซื้อขายเป็นเงินเชื่อ มีคลังสินค้า พนักงานหลายแผนก และผู้บริหารต้องติดตามยอดลูกหนี้กับเงินสดทุกสัปดาห์
แนวทางที่อาจเหมาะสม: มีเจ้าหน้าที่บัญชีหรือฝ่ายการเงินประจำคอยรวบรวมและตรวจข้อมูล พร้อมกำหนดงานที่สำนักงานบัญชีภายนอกหรือผู้เชี่ยวชาญรับผิดชอบต่อ
ตัวเลขเอกสารในตัวอย่างเป็นเพียงสถานการณ์สมมติ ไม่ใช่เกณฑ์ตายตัวว่าต้องจ้างพนักงานเมื่อมีเอกสารถึงจำนวนใด เพราะงานบัญชีที่มีเอกสารน้อยแต่อาศัยการวิเคราะห์มาก ก็อาจต้องใช้เวลาทำงานสูงเช่นกัน
ผู้ประกอบการสามารถศึกษา การจัดงานบัญชีในบริษัท ห้างหุ้นส่วน และโรงงาน เพื่อดูความแตกต่างของโครงสร้างงานบัญชีแต่ละประเภทธุรกิจ
จ้างนักบัญชีประจำมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง? อย่าดูแค่เงินเดือน
เมื่อคิดจะรับพนักงานบัญชีเข้าทำงาน หลายบริษัทมักเริ่มเปรียบเทียบระหว่างเงินเดือนพนักงานกับค่าบริการสำนักงานบัญชี แต่ในความเป็นจริงควรพิจารณาต้นทุนและงานที่ได้รับทั้งหมด
ต้นทุนการจ้างพนักงานอาจประกอบด้วยเงินเดือน เงินสมทบนายจ้าง สวัสดิการ ค่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โปรแกรมบัญชี และค่าอบรม รวมถึงเวลาที่ต้องใช้ในการควบคุมและตรวจสอบงาน
ลองดูตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น
| ตัวอย่างต้นทุน | ต่อเดือน |
|---|---|
| เงินเดือนพนักงานบัญชี (สมมติ) | 25,000 บาท |
| ค่าใช้จ่ายนายจ้างและสวัสดิการเฉลี่ย (สมมติ) | 2,500 บาท |
| ค่าโปรแกรม อุปกรณ์ และอบรมเฉลี่ย (สมมติ) | 1,500 บาท |
| รวมต้นทุนตัวอย่าง | 29,000 บาท |
ตัวเลขนี้เป็นตัวอย่างเพื่ออธิบายวิธีคิดเท่านั้น ไม่ใช่อัตราเงินเดือนหรือค่าจ้างมาตรฐานของตลาด และยังไม่รวมต้นทุนอื่นที่กิจการอาจมีจริง
ส่วนการจ้างสำนักงานบัญชีภายนอก ค่าบริการจะขึ้นอยู่กับจำนวนเอกสาร ประเภทธุรกิจ ความซับซ้อน และขอบเขตบริการ จึงต้องขอรายละเอียดงานให้ตรงกันก่อนเปรียบเทียบ
สามารถอ่าน แนวทางพิจารณาราคารับทำบัญชีรายเดือน เพื่อทำความเข้าใจปัจจัยที่มีผลต่อค่าบริการ
อย่าเปรียบเทียบเงินเดือนพนักงานหนึ่งคนกับค่าบริการสำนักงานบัญชีโดยไม่ดูหน้าที่ เพราะทั้งสองรูปแบบอาจรับผิดชอบงานต่างกัน เช่น เจ้าหน้าที่ภายในอาจดูเอกสารรายวัน ขณะที่สำนักงานบัญชีรับทำบัญชีและภาษีตามรอบที่ตกลงกัน
กำลังตัดสินใจว่าจะเพิ่มพนักงานบัญชีหรือปรับระบบงานเดิม?
สามารถสอบถามแนวทางจัดทีมบัญชี การส่งเอกสาร และขอบเขตบริการที่เหมาะกับธุรกิจได้
โทร 097-236-2994LINE: p2paccมีพนักงานบัญชีประจำแล้ว ยังต้องจ้างสำนักงานบัญชีหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องจ้างทั้งสองฝ่ายเสมอไป แต่บางบริษัทอาจได้รับประโยชน์จากการแบ่งงานร่วมกัน โดยเฉพาะเมื่อพนักงานภายในรับผิดชอบงานเอกสารจำนวนมาก แต่ต้องการความช่วยเหลือด้านการตรวจสอบรายการหรือประเด็นภาษีที่ซับซ้อน
ตัวอย่างเช่น พนักงานบัญชีของบริษัททำหน้าที่ตรวจเอกสารซื้อขาย ติดตามลูกหนี้เจ้าหนี้ และเตรียมข้อมูลรายเดือน ส่วนสำนักงานบัญชีภายนอกอาจรับผิดชอบการตรวจทาน บันทึกบัญชีเพิ่มเติม งานภาษี หรือจัดทำงบการเงินตามสัญญา
ข้อดีของการทำงานร่วมกันคือแต่ละฝ่ายสามารถเน้นงานที่ตนมีความพร้อม แต่จะได้ผลดีต่อเมื่อระบุหน้าที่ชัดเจน ไม่ใช่ต่างฝ่ายต่างเข้าใจว่าอีกฝ่ายดำเนินการแล้ว
ผู้ประกอบการที่สนใจบริการสนับสนุนจากภายนอกสามารถอ่าน แนวทางการทำบัญชีร่วมกับระบบบัญชีออนไลน์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการส่งต่อข้อมูลระหว่างบริษัทและสำนักงานบัญชี
.jpg)
แบ่งหน้าที่งานบัญชีอย่างไร ไม่ให้เกิดงานซ้ำซ้อนหรือขาดความรับผิดชอบ?
สิ่งที่ควรทำก่อนว่าจ้างพนักงานหรือสำนักงานบัญชี คือกำหนดให้ชัดว่างานใดเกิดขึ้นในบริษัท งานใดต้องส่งต่อ และใครมีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้อง
ตัวอย่างแบ่งงานภายในบริษัท
- ฝ่ายขาย: ออกเอกสารขายและแจ้งรายละเอียดลูกค้า
- ฝ่ายจัดซื้อ: ส่งใบสั่งซื้อและเอกสารรับสินค้า
- ฝ่ายการเงิน: ตรวจหลักฐานรับจ่ายและรายการธนาคาร
- เจ้าหน้าที่บัญชี: รวบรวม ตรวจสอบ และบันทึกหรือส่งข้อมูลตามหน้าที่
- ผู้บริหาร: กำหนดอำนาจอนุมัติและติดตามรายการสำคัญ
ตัวอย่างงานที่อาจมอบหมายสำนักงานบัญชี
- ตรวจเอกสารและให้คำแนะนำการบันทึกบัญชี
- จัดทำบัญชีและงานภาษีตามขอบเขตสัญญา
- กระทบยอดและตรวจรายการที่เกี่ยวข้อง
- จัดทำรายงานและงบการเงินตามข้อตกลง
- แจ้งประเด็นที่ต้องปรับปรุงและประสานแก้ไข
ทั้งนี้การกำหนดผู้จัดทำบัญชีตามกฎหมายต้องตรวจสอบคุณสมบัติและหน้าที่ตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรเข้าใจว่าพนักงานธุรการหรือเจ้าหน้าที่ที่ช่วยจัดเอกสารสามารถทำหน้าที่ผู้ทำบัญชีตามกฎหมายได้โดยอัตโนมัติ
บริษัทควรมีข้อตกลงกำหนดวันส่งเอกสาร ผู้รับผิดชอบการยื่นแบบ การตรวจข้อมูลก่อนส่ง และวิธีแจ้งข้อผิดพลาด เพื่อให้ทุกฝ่ายทำงานได้สอดคล้องกัน
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การเลือกสำนักงานบัญชีและการกำหนดความรับผิดชอบของผู้ให้บริการ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ
เช็กลิสต์ก่อนตัดสินใจจ้างพนักงานบัญชีประจำ
ลองตอบคำถามต่อไปนี้จากการทำงานจริงของบริษัท ก่อนตัดสินใจเพิ่มพนักงานหรือเปลี่ยนรูปแบบการจัดทำบัญชี
- ☐ เอกสารเพิ่มขึ้นจนคนเดิมทำงานไม่ทันหรือไม่
- ☐ มีเอกสารขาดหรือส่งให้ผู้ทำบัญชีล่าช้าเป็นประจำหรือไม่
- ☐ ต้องติดตามลูกหนี้และเจ้าหนี้หลายรายทุกวันหรือไม่
- ☐ ผู้บริหารต้องการข้อมูลการเงินบ่อยกว่าที่ได้รับอยู่หรือไม่
- ☐ กิจการมีหลายแผนกหรือหลายช่องทางขายหรือไม่
- ☐ มีปัญหารายการธนาคารหรือสินค้าคงเหลือคลาดเคลื่อนหรือไม่
- ☐ สามารถกำหนดหน้าที่และตรวจสอบงานของพนักงานใหม่ได้หรือไม่
- ☐ ประเมินต้นทุนการจ้างตลอดปีแล้วหรือไม่
- ☐ มีทางเลือกในการปรับระบบหรือมอบหมายงานบางส่วนก่อนจ้างเพิ่มหรือไม่
- ☐ กำหนดหน้าที่ระหว่างบริษัทและสำนักงานบัญชีชัดเจนแล้วหรือไม่
หากพบปัญหาหลายข้อ ควรวิเคราะห์ว่าเกิดจากกำลังคนไม่เพียงพอ หรือกระบวนการทำงานยังไม่มีระบบ เพราะบางบริษัทอาจแก้ได้ด้วยการจัดขั้นตอนเอกสารใหม่ โดยไม่ต้องเพิ่มพนักงานทันที
ผู้ประกอบการที่ต้องการตรวจความพร้อมของผู้ให้บริการสามารถศึกษา หลักการเลือกบริษัทรับทำบัญชีที่มีระบบและตรวจสอบได้ เพิ่มเติม
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการจ้างพนักงานบัญชีประจำ
1. บริษัทเปิดใหม่ต้องมีพนักงานบัญชีประจำหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องมีพนักงานบัญชีเต็มเวลาทุกบริษัท แต่ต้องจัดให้มีการทำบัญชีและผู้ทำบัญชีตามที่กฎหมายกำหนด โดยเลือกวิธีจัดจ้างและกระบวนการทำงานให้เหมาะกับกิจการ
2. บริษัทมีเอกสารเดือนละกี่ใบจึงควรจ้างพนักงานบัญชี?
ไม่มีจำนวนเอกสารตายตัว ควรพิจารณาประเภทงาน ความซับซ้อน ความถี่ในการใช้ข้อมูล และเวลาที่ต้องใช้จัดการเอกสารร่วมกัน
3. มีพนักงานบัญชีแล้ว ยังใช้สำนักงานบัญชีภายนอกได้หรือไม่?
ได้ โดยกำหนดให้พนักงานภายในรับผิดชอบงานประจำวัน และให้สำนักงานบัญชีดูแลงานตามขอบเขตที่ตกลง เช่น ตรวจทาน บัญชีภาษี หรือการจัดทำงบการเงิน
4. การจ้างสำนักงานบัญชีภายนอกถูกกว่าจ้างพนักงานเสมอหรือไม่?
ไม่เสมอไป ขึ้นอยู่กับขอบเขตงาน ปริมาณเอกสารและต้นทุนที่เกี่ยวข้อง จึงต้องเปรียบเทียบงานที่ได้รับให้ตรงกันก่อนสรุปเรื่องความคุ้มค่า
5. ธุรกิจเล็กควรเริ่มจากการจ้างตำแหน่งใด?
ขึ้นอยู่กับปัญหาที่ต้องการแก้ หากงานหลักคือจัดเอกสารและประสานงาน อาจเริ่มจากเจ้าหน้าที่ดูแลเอกสารบัญชี แต่หากต้องวิเคราะห์และบันทึกบัญชี ควรพิจารณาบุคลากรที่มีความรู้และคุณสมบัติเหมาะสม
.jpg)
สรุป บริษัทควรจ้างพนักงานบัญชีประจำเมื่อไร?
การตัดสินใจจ้างพนักงานบัญชีประจำไม่ควรเริ่มจากการเห็นว่าบริษัทอื่นมีฝ่ายบัญชีแล้ว แต่ควรเริ่มจากการดูว่าธุรกิจของเรามีงานอะไรบ้าง งานส่วนใดเริ่มเป็นปัญหา และต้องการข้อมูลบัญชีเพื่อนำไปใช้บริหารกิจการมากเพียงใด
บริษัทขนาดเล็กอาจใช้สำนักงานบัญชีภายนอกได้อย่างเหมาะสม ขณะที่บริษัทซึ่งมีเอกสารจำนวนมากและมีการทำงานหลายฝ่าย อาจจำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่บัญชีประจำเพื่อช่วยให้ข้อมูลครบถ้วนและทันต่อการดำเนินงาน
บางธุรกิจอาจเลือกใช้ทั้งสองรูปแบบร่วมกัน โดยแบ่งงานประจำวัน งานตรวจสอบ และงานบัญชีภาษีตามความเหมาะสมของบุคลากรและข้อกำหนดทางกฎหมาย
“อย่าเพิ่งถามว่าบริษัทควรมีนักบัญชีกี่คน แต่ควรถามก่อนว่างานบัญชีของเราต้องการคนทำอะไร และต้องการข้อมูลไปใช้ตัดสินใจเรื่องใด”
เพราะการมีพนักงานมากไม่ได้แปลว่าระบบบัญชีจะดีขึ้นเสมอไป แต่การมีคนที่เหมาะกับงาน มีหน้าที่ชัดเจน และมีระบบตรวจสอบที่ดี จะช่วยให้ธุรกิจเติบโตบนข้อมูลที่น่าเชื่อถือมากกว่า
สำนักงานบัญชี พีทูพี ให้ความสำคัญกับการจัดระบบงานบัญชีและภาษีให้เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกวิธีทำงานและดูแลข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ