ความรู้ภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับผู้ประกอบการและผู้ใช้บริการดิจิทัล
ภาษี e-Service คืออะไร? VAT แพลตฟอร์มต่างประเทศและการยื่น ภ.พ.36
ภาษี e-Service คือการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ประกอบการต่างประเทศให้บริการแก่ผู้ใช้ในประเทศไทย ภายใต้หลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร โดยมุ่งให้ผู้ประกอบการต่างประเทศที่มีรายรับจากบริการดังกล่าวเกินเกณฑ์และให้บริการแก่ผู้รับที่ไม่ได้จดทะเบียน VAT ต้องจดทะเบียนและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มในไทย
บริการที่เกี่ยวข้องอาจเป็นโฆษณาออนไลน์ ซอฟต์แวร์สมาชิก พื้นที่จัดเก็บข้อมูล Cloud บริการสตรีมมิง เกม และบริการดิจิทัลอื่นที่มีลักษณะเข้าเกณฑ์ตามกฎหมาย แต่ไม่ใช่สินค้าหรือบริการทุกชนิดที่ซื้อผ่านอินเทอร์เน็ตจะถือเป็น e-Service เสมอไป
ประเด็นสำคัญสำหรับเจ้าของธุรกิจคือ หากบริษัทไทยจดทะเบียน VAT และซื้อบริการจากผู้ประกอบการต่างประเทศมาใช้ในไทย อาจมีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยแบบ ภ.พ.36 ซึ่งแตกต่างจากการจัดเก็บภาษีผ่านระบบ VAT for Electronic Service (VES) สำหรับผู้รับบริการที่ไม่ได้จด VAT
✓ เข้าใจภาษี e-Service และบริการดิจิทัลที่เข้าเกณฑ์
✓ แยกวิธีเสีย VAT สำหรับ B2C กับ B2B
✓ ตรวจ ภ.พ.36 ภาษีซื้อ และหลักฐานการจ่ายค่าบริการต่างประเทศ

ภาษี e-Service คืออะไร และเริ่มใช้เมื่อใด?
ภาษี e-Service เป็นหลักเกณฑ์ VAT สำหรับบริการทางอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศที่มีการใช้บริการในประเทศไทย โดยกฎหมายที่เกี่ยวข้องมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564
หลักเกณฑ์นี้เกิดขึ้นเพื่อให้การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มครอบคลุมธุรกรรมบริการดิจิทัลข้ามประเทศมากขึ้น และลดความแตกต่างด้านภาษีระหว่างผู้ให้บริการในประเทศไทยกับผู้ให้บริการจากต่างประเทศ
ตัวอย่างเช่น ผู้บริโภคในไทยสมัครบริการสตรีมมิงจากต่างประเทศ หรือซื้อพื้นที่จัดเก็บข้อมูลออนไลน์ โดยผู้ให้บริการไม่มีสถานประกอบการในประเทศไทยและมีรายรับจากกลุ่มผู้ใช้ที่ไม่ได้จดทะเบียน VAT เกินเกณฑ์ตามกฎหมาย ผู้ให้บริการอาจมีหน้าที่จดทะเบียนและนำส่ง VAT ผ่านระบบ VES
กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ร้านค้าออนไลน์ไทยทุกร้านต้องไปจดทะเบียน e-Service VAT เนื่องจากระบบนี้มุ่งที่ผู้ให้บริการอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศตามเงื่อนไขเฉพาะ ส่วนผู้ประกอบการไทยยังต้องตรวจหน้าที่ VAT ตามหลักเกณฑ์ทั่วไป
ผู้เริ่มประกอบธุรกิจสามารถศึกษา ภาษีธุรกิจ SME ที่เจ้าของกิจการควรรู้ เพื่อเข้าใจภาษีแต่ละประเภทก่อนวางแผนดำเนินงาน
บริการทางอิเล็กทรอนิกส์แบบใดเข้าข่าย e-Service?
บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามหลักเกณฑ์ภาษี e-Service โดยทั่วไปเป็นบริการที่ส่งมอบผ่านอินเทอร์เน็ตหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ และมีลักษณะดำเนินการโดยอัตโนมัติเป็นสาระสำคัญ ซึ่งไม่สามารถดำเนินการได้หากไม่มีเทคโนโลยีสารสนเทศ
โฆษณาออนไลน์
บริการเผยแพร่โฆษณาผ่านระบบดิจิทัลที่เข้าเงื่อนไข เช่น การซื้อพื้นที่โฆษณาบนแพลตฟอร์มต่างประเทศ
ซอฟต์แวร์ออนไลน์
บริการใช้ซอฟต์แวร์ผ่านอินเทอร์เน็ต รวมถึงบริการสมาชิกบางประเภทที่มีระบบทำงานอัตโนมัติ
Cloud และพื้นที่เก็บข้อมูล
บริการจัดเก็บ ประมวลผล หรือเข้าถึงข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ตามเงื่อนไขบริการ
เกมและสตรีมมิง
บริการดูภาพยนตร์ ฟังเพลง เกมออนไลน์ หรือรับเนื้อหาดิจิทัลที่เข้าเกณฑ์ภาษี
แต่บริการที่มีมนุษย์เป็นผู้ดำเนินงานหลัก เช่น การให้คำปรึกษาเฉพาะรายผ่านอีเมล หรือการออกแบบงานตามคำสั่งของลูกค้า ไม่จำเป็นต้องเป็นบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามนิยาม e-Service แม้จะส่งมอบผลงานผ่านอินเทอร์เน็ต
อีกประเด็นที่ต้องระวังคือการขายสินค้าจับต้องได้ผ่านเว็บไซต์ ไม่ใช่สิ่งเดียวกับการให้บริการดิจิทัล การซื้อสินค้าจากต่างประเทศอาจเกี่ยวข้องกับภาษีนำเข้าและ VAT ตามหลักเกณฑ์อีกชุดหนึ่ง
.jpg)
ผู้ประกอบการต่างประเทศต้องจด VAT e-Service เมื่อใด?
ผู้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศที่ไม่มีสถานประกอบการในไทย และให้บริการแก่ผู้รับในไทยที่ไม่ได้จดทะเบียน VAT เมื่อมีรายรับจากบริการดังกล่าวเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องพิจารณาหน้าที่จดทะเบียน VAT ตามหลักเกณฑ์เฉพาะ
สำหรับแพลตฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการดังกล่าว หน้าที่อาจตกแก่ผู้ประกอบการแพลตฟอร์มเมื่อเข้าเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนด จึงต้องตรวจรูปแบบการให้บริการและบทบาทของแพลตฟอร์มด้วย
ผู้ที่อยู่ภายใต้ระบบ VES มีหน้าที่ยื่นแบบและชำระ VAT ตามหลักเกณฑ์ โดยไม่สามารถนำภาษีซื้อมาหักออกจากภาษีขาย และไม่ได้มีหน้าที่ออกใบกำกับภาษีตามรูปแบบทั่วไปของผู้ประกอบการ VAT ในประเทศ
ผู้ประกอบการในไทยจึงไม่ควรเข้าใจว่าใบเสร็จรับเงินหรือใบแจ้งค่าบริการจากต่างประเทศทุกฉบับสามารถนำมาใช้เป็นใบกำกับภาษีซื้อได้ทันที
สำหรับผู้ประกอบการในประเทศไทยที่ต้องการตรวจหน้าที่จดทะเบียน VAT สามารถศึกษา หลักเกณฑ์การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ประกอบ
ภาษี e-Service แบบ B2C และ B2B แตกต่างกันอย่างไร?
การพิจารณาว่าใครมีหน้าที่นำส่ง VAT ต้องเริ่มจากสถานะของผู้รับบริการในประเทศไทย ไม่ใช่ดูเฉพาะชื่อแพลตฟอร์มที่เรียกเก็บเงิน
| ประเด็น | B2C ไม่จด VAT | B2B ผู้รับจด VAT |
|---|---|---|
| สถานะผู้รับบริการ | ผู้ไม่ได้จดทะเบียน VAT | ผู้ประกอบการจด VAT |
| ผู้รับผิดชอบภาษี | ผู้ให้บริการต่างประเทศหรือแพลตฟอร์มตามเกณฑ์ VES | ผู้รับบริการในไทยตามหลักเกณฑ์ ภ.พ.36 |
| แบบที่เกี่ยวข้อง | แบบของระบบ VES | ภ.พ.36 |
| ภาษีซื้อ | ผู้ให้บริการ VES ไม่มีสิทธิหักภาษีซื้อ | ผู้รับจด VAT พิจารณาสิทธิภาษีซื้อภายหลังนำส่งตามเกณฑ์ |
กรณีผู้ใช้บริการทั่วไป (B2C)
ตัวอย่าง บุคคลธรรมดาที่ไม่ได้จด VAT ซื้อบริการสตรีมมิงจากผู้ประกอบการต่างประเทศซึ่งอยู่ภายใต้ระบบ VES ภาระการยื่นและนำส่ง VAT อยู่กับผู้ให้บริการหรือแพลตฟอร์มตามกฎหมาย ผู้บริโภคไม่ได้มีหน้าที่ยื่น ภ.พ.36 สำหรับบริการในระบบดังกล่าว
กรณีบริษัทไทยที่จด VAT (B2B)
หากบริษัทไทยจดทะเบียน VAT และซื้อบริการจากผู้ประกอบการต่างประเทศมาใช้ในประเทศไทย ต้องตรวจหน้าที่นำส่ง VAT ตามมาตรา 83/6 โดยแบบ ภ.พ.36 ไม่ว่าบริการนั้นจะถูกนำมาใช้เพื่อโฆษณา ประมวลผลข้อมูล หรือสนับสนุนการดำเนินธุรกิจ
กิจการที่มีการซื้อบริการต่างประเทศหลายรายการควรแยกข้อมูลตามผู้ขาย ประเภทบริการ วันที่จ่าย และสถานะภาษี พร้อมตรวจว่ารายการใดมีหน้าที่นำส่ง VAT หรือมีข้อยกเว้นตามกฎหมาย
.jpg)
ภ.พ.36 คืออะไร และเกี่ยวข้องกับภาษี e-Service อย่างไร?
ภ.พ.36 เป็นแบบนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับกรณีที่ผู้จ่ายเงินในประเทศไทยมีหน้าที่นำส่ง VAT แทนผู้ประกอบการต่างประเทศตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น การจ่ายค่าบริการจากต่างประเทศซึ่งมีการใช้บริการในไทย
ตัวอย่างที่พบในธุรกิจ ได้แก่ ค่าโฆษณาออนไลน์จากบริษัทต่างประเทศ ค่าสมาชิกซอฟต์แวร์ Cloud และบริการออนไลน์อื่นที่บริษัทไทยนำมาใช้ประกอบกิจการ
ขั้นตอนตรวจและเตรียม ภ.พ.36
- ตรวจผู้ให้บริการและประเทศที่ผู้ให้บริการประกอบกิจการ
- ตรวจประเภทบริการและสถานที่ใช้บริการ
- ตรวจสถานะการจดทะเบียน VAT ของผู้จ่ายเงิน
- ตรวจหลักฐานใบแจ้งหนี้และการจ่ายเงิน
- คำนวณฐานภาษีและ VAT ตามเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
- จัดทำและยื่น ภ.พ.36 ภายในกำหนด
- จัดเก็บใบเสร็จรับเงินของกรมสรรพากรและหลักฐานบัญชี
โดยทั่วไป ภ.พ.36 สำหรับการจ่ายค่าบริการดังกล่าวมีหลักเกณฑ์ให้นำส่งภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงิน โดยต้องตรวจการขยายกำหนดเวลาสำหรับช่องทางการยื่นที่ใช้และประกาศที่มีผลบังคับด้วย
การยื่น ภ.พ.36 ไม่ใช่แบบเดียวกับ ภ.พ.30 ซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ใช้แสดงภาษีขายและภาษีซื้อในการประกอบกิจการตามปกติ
อ่านเพิ่มเติมได้จาก วิธียื่น VAT และจัดทำรายงานภาษีซื้อภาษีขาย เพื่อเข้าใจความแตกต่างของเอกสารภาษี
ตัวอย่างคำนวณ VAT จากบริการออนไลน์ต่างประเทศ
สมมติบริษัทไทยที่จดทะเบียน VAT ซื้อบริการโฆษณาออนไลน์จากผู้ให้บริการต่างประเทศในราคา 20,000 บาท โดยสมมติว่าบริการเข้าเงื่อนไขต้องนำส่ง VAT ตามแบบ ภ.พ.36 และราคา 20,000 บาทเป็นฐานภาษีที่คำนวณได้แล้ว
| รายการ | จำนวนเงิน |
|---|---|
| ค่าบริการต่างประเทศ | 20,000 บาท |
| VAT 7% | 1,400 บาท |
| จำนวน VAT ที่ต้องนำส่งตามสมมติฐาน | 1,400 บาท |
สูตรคำนวณ: 20,000 × 7% = 1,400 บาท
บริษัทต้องพิจารณาการนำส่ง VAT 1,400 บาทผ่านแบบ ภ.พ.36 ตามกำหนด และจัดเก็บหลักฐานการนำส่งให้ครบถ้วน
หากบริษัทมีสิทธินำภาษีดังกล่าวมาเป็นภาษีซื้อ ต้องตรวจเงื่อนไขของการใช้บริการและหลักฐานที่กฎหมายกำหนดก่อนนำไปใช้ในการคำนวณ VAT ของกิจการ
ตัวเลขนี้ยังไม่ได้พิจารณาภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายหรืออนุสัญญาภาษีซ้อน ซึ่งอาจต้องตรวจแยกต่างหากตามลักษณะบริการและผู้รับเงิน
VAT จาก ภ.พ.36 นำมาเป็นภาษีซื้อได้หรือไม่?
ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ที่นำส่งภาษีด้วยแบบ ภ.พ.36 อาจมีสิทธินำภาษีที่ชำระแล้วมาเป็นภาษีซื้อในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อการซื้อบริการเกี่ยวข้องกับกิจการที่มีสิทธิใช้ภาษีซื้อ และมีหลักฐานตามที่กฎหมายกำหนด
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกกิจการหรือทุกบริการจะใช้ภาษีซื้อได้ เช่น กรณีเป็นการใช้บริการเพื่อกิจการที่ได้รับยกเว้น VAT หรือเป็นรายการที่เข้าลักษณะภาษีซื้อต้องห้าม ต้องตรวจสิทธิและสัดส่วนการใช้บริการตามข้อเท็จจริง
จึงควรแยกระหว่างการคำนวณ VAT ที่ต้องนำส่งกับการตรวจสิทธิใช้เป็นภาษีซื้อ เพราะเป็นคนละขั้นตอนและมีหลักเกณฑ์ประกอบต่างกัน
สำหรับข้อมูลเอกสารภาษี สามารถอ่าน ใบกำกับภาษีคืออะไรและใช้เป็นหลักฐานภาษีซื้ออย่างไร และ รายละเอียดใบเสร็จรับเงินที่ควรตรวจสอบ
บริษัทของคุณจ่ายค่าโฆษณาหรือซอฟต์แวร์ต่างประเทศ?
สำนักงานบัญชี พีทูพี ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการตรวจรายการค่าบริการต่างประเทศ ภ.พ.36 เอกสารบัญชีและภาษี รวมถึงแนวทางจัดระบบข้อมูลค่าใช้จ่ายดิจิทัลของกิจการ
โทร 097-236-2994LINE: p2pacc
ข้อควรระวังเมื่อจ่ายค่าโฆษณาออนไลน์และบริการ Cloud
กิจการที่ซื้อโฆษณาออนไลน์หรือซอฟต์แวร์จากต่างประเทศควรตรวจข้อมูลผู้ให้บริการจริง เพราะชื่อแบรนด์ที่ใช้งานไม่ได้บอกเสมอไปว่าคู่สัญญาเป็นนิติบุคคลในไทยหรือต่างประเทศ
1. ตรวจนิติบุคคลผู้ออกใบแจ้งหนี้
ดูชื่อและที่อยู่ผู้ขายในเอกสารเรียกเก็บเงิน รวมถึงข้อมูลที่แสดงในระบบจัดการบัญชีของแพลตฟอร์ม เพื่อประเมินประเภทบริการและหน้าที่ทางภาษี
2. ตรวจสถานะ VAT ของกิจการ
บริษัทไทยที่จด VAT ควรกรอกข้อมูลการจดทะเบียนให้ถูกต้องเมื่อแพลตฟอร์มมีช่องสำหรับข้อมูลภาษี แต่การแจ้งเลข VAT อย่างเดียวไม่ใช่หลักฐานว่าการนำส่งภาษีทุกประเภทถูกต้องครบถ้วนแล้ว
3. แยกรายการที่เป็นบริการกับสินค้าดิจิทัล
พิจารณาลักษณะของสิ่งที่ซื้อและเงื่อนไขบริการจริง โดยไม่ถือว่าทุกการซื้อผ่านเว็บไซต์เป็นบริการ e-Service เหมือนกันทั้งหมด
4. ตรวจอัตราแลกเปลี่ยนและฐานภาษี
กรณีจ่ายเป็นเงินตราต่างประเทศ ควรตรวจหลักเกณฑ์การคำนวณเป็นเงินบาทสำหรับการลงบัญชีและภาษีตามวันที่เกี่ยวข้อง เพราะจำนวนที่ธนาคารตัดบัญชีอาจไม่เท่ากับฐานภาษีที่กฎหมายกำหนดให้ใช้เสมอไป
5. ตรวจภาษีประเภทอื่นแยกจาก VAT
ค่าบริการต่างประเทศบางรายการอาจเกี่ยวข้องกับภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายหรืออนุสัญญาภาษีซ้อน จึงไม่ควรคิดว่าเมื่อนำส่ง ภ.พ.36 แล้วจะไม่มีหน้าที่ภาษีอื่นอีก
สามารถศึกษา แนวทางวางแผนภาษีสำหรับธุรกิจ SME เพื่อจัดการรายการภาษีต่างประเภทให้เหมาะสม

ตัวอย่างการบันทึกบัญชีค่าบริการออนไลน์ต่างประเทศ
สมมติบริษัทได้รับบริการโฆษณาออนไลน์จากต่างประเทศในมูลค่า 20,000 บาท โดยบริการเข้าเกณฑ์เป็นค่าใช้จ่ายของงวดและมีหน้าที่นำส่ง VAT ด้วย ภ.พ.36
เมื่อบันทึกค่าบริการ
เดบิต ค่าโฆษณาออนไลน์ 20,000 บาท
เครดิต เจ้าหนี้ค่าบริการต่างประเทศ 20,000 บาท
เมื่อชำระค่าบริการ
เดบิต เจ้าหนี้ค่าบริการต่างประเทศ 20,000 บาท
เครดิต เงินฝากธนาคาร 20,000 บาท
เมื่อยื่นและชำระ ภ.พ.36
หากบริษัทมีสิทธิใช้ภาษีที่นำส่งเป็นภาษีซื้อได้ตามกฎหมาย และใช้วิธีบันทึกเมื่อเกิดสิทธิจากการชำระภาษี รายการตัวอย่างอาจเป็นดังนี้
เดบิต ภาษีซื้อจากการนำส่ง ภ.พ.36 1,400 บาท
เครดิต เงินฝากธนาคาร 1,400 บาท
หากกิจการไม่มีสิทธิใช้ภาษีซื้อ ต้องพิจารณาวิธีบันทึกเป็นต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายตามลักษณะรายการและหลักบัญชีที่เกี่ยวข้อง
ตัวอย่างนี้ไม่ได้รวมผลต่างอัตราแลกเปลี่ยน ค่าธรรมเนียมธนาคาร หรือภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายที่อาจเกิดขึ้น จึงต้องปรับรายการบันทึกให้สอดคล้องกับเอกสารและข้อเท็จจริงของแต่ละกิจการ
ภาษี e-Service กระทบร้านค้าออนไลน์ไทยหรือไม่?
ผู้ประกอบการขายสินค้าออนไลน์ในประเทศไทยไม่ได้มีหน้าที่จดทะเบียน VAT for Electronic Service เพียงเพราะขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม เพราะระบบ VES มีเงื่อนไขเฉพาะเกี่ยวกับผู้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ผู้ขายสินค้าออนไลน์ยังต้องตรวจรายได้ของกิจการ การจดทะเบียน VAT ตามเกณฑ์ทั่วไป และหน้าที่เสียภาษีเงินได้ตามรูปแบบกิจการ
หากร้านค้าออนไลน์ใช้บริการโฆษณาหรือซอฟต์แวร์จากผู้ให้บริการต่างประเทศ ก็อาจมีประเด็นภาษี e-Service หรือ ภ.พ.36 ในฐานะผู้ซื้อบริการ ขึ้นอยู่กับสถานะ VAT และรายละเอียดบริการ
จึงควรแยกสองธุรกรรมคือรายได้จากการขายสินค้าของร้าน กับรายจ่ายค่าบริการดิจิทัลจากต่างประเทศ เพื่อไม่ให้เกิดการคำนวณภาษีผิดประเภท
อ่าน ภาษีขายออนไลน์และข้อมูล e-Payment ที่ผู้ประกอบการควรรู้ และ การจัดการบัญชีภาษีร้านค้าออนไลน์ เพื่อศึกษาหน้าที่ของผู้ขายออนไลน์โดยตรง
เช็กลิสต์ตรวจ VAT e-Service สำหรับเจ้าของธุรกิจ
- ☐ ตรวจว่าผู้ให้บริการเป็นนิติบุคคลไทยหรือต่างประเทศ
- ☐ ตรวจว่าบริการมีลักษณะเป็น e-Service หรือบริการประเภทอื่น
- ☐ ตรวจสถานะการจด VAT ของผู้รับบริการในไทย
- ☐ ตรวจว่าบริการถูกนำมาใช้ในประเทศไทยหรือไม่
- ☐ ตรวจชื่อผู้ขายและรายละเอียดในใบแจ้งหนี้
- ☐ ตรวจวันที่และจำนวนเงินที่ชำระ
- ☐ คำนวณอัตราแลกเปลี่ยนและฐานภาษีตามหลักเกณฑ์
- ☐ ตรวจหน้าที่นำส่ง VAT ด้วย ภ.พ.36
- ☐ ตรวจหน้าที่ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายแยกต่างหาก
- ☐ ตรวจสิทธิใช้ภาษีซื้อหลังนำส่ง VAT
- ☐ เก็บใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ หลักฐานธนาคาร และหลักฐานภาษี
- ☐ กระทบยอดค่าใช้จ่ายกับรายงานบัญชีประจำเดือน
การตรวจรายการตั้งแต่วันที่ซื้อบริการช่วยลดปัญหาเอกสารไม่ครบหรือค้นหาข้อมูลย้อนหลังลำบากในช่วงยื่นภาษีและปิดบัญชี
สามารถศึกษา วิธีจัดแฟ้มเอกสารบัญชีบริษัทให้เป็นระบบ เพื่อพัฒนาวิธีจัดเก็บหลักฐานการชำระค่าบริการออนไลน์
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษี e-Service (FAQ)
1. ภาษี e-Service คืออะไร?
เป็นหลักเกณฑ์เก็บ VAT จากบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ประกอบการต่างประเทศที่ให้บริการแก่ผู้รับในประเทศไทย โดยระบบ VES มีเงื่อนไขเฉพาะสำหรับผู้รับบริการที่ไม่ได้จดทะเบียน VAT
2. บริษัทไทยจด VAT ซื้อโฆษณาต่างประเทศต้องยื่น ภ.พ.36 หรือไม่?
เมื่อบริษัทจด VAT ซื้อบริการจากต่างประเทศมาใช้ในประเทศไทยและเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย โดยทั่วไปมีหน้าที่นำส่ง VAT ด้วยแบบ ภ.พ.36 ต้องตรวจลักษณะบริการและข้อเท็จจริงประกอบ
3. บุคคลธรรมดาที่ไม่ได้จด VAT ต้องยื่น ภ.พ.36 เมื่อซื้อบริการ e-Service หรือไม่?
สำหรับการซื้อบริการอิเล็กทรอนิกส์ที่เข้าเงื่อนไขระบบ VES ผู้ให้บริการต่างประเทศหรือแพลตฟอร์มเป็นผู้รับผิดชอบ VAT ตามหลักเกณฑ์ ไม่ใช่ผู้บริโภคยื่น ภ.พ.36 สำหรับรายการนั้น
4. VAT ที่ชำระด้วย ภ.พ.36 นำมาเป็นภาษีซื้อได้หรือไม่?
อาจนำมาเป็นภาษีซื้อได้เมื่อกิจการจด VAT เข้าเงื่อนไขการใช้ภาษีซื้อ มีหลักฐานการนำส่งตามกฎหมาย และรายการไม่เป็นภาษีซื้อต้องห้าม
5. ขายสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ต้องจด e-Service VAT หรือไม่?
การขายสินค้าออนไลน์ในไทยไม่ได้ทำให้ผู้ขายต้องจดทะเบียนในระบบ VES โดยอัตโนมัติ แต่ผู้ขายยังต้องตรวจหน้าที่ VAT และภาษีเงินได้ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับกิจการของตน
สรุป: ภาษี e-Service ต้องดูสถานะผู้รับบริการและประเภทบริการให้ถูกต้อง
ภาษี e-Service เป็นหลักเกณฑ์ VAT ที่รองรับการให้บริการดิจิทัลข้ามประเทศ โดยระบบ VES มุ่งจัดเก็บจากผู้ให้บริการต่างประเทศหรือแพลตฟอร์มที่เข้าเงื่อนไขเมื่อให้บริการแก่ผู้รับในไทยที่ไม่ได้จดทะเบียน VAT
สำหรับบริษัทไทยที่จด VAT และซื้อบริการจากต่างประเทศมาใช้ในไทย ควรตรวจหน้าที่นำส่ง ภ.พ.36 รวมถึงสิทธิภาษีซื้อ เอกสารค่าใช้จ่าย และภาษีประเภทอื่นที่อาจเกิดขึ้นด้วย
สิ่งสำคัญคือไม่ควรตัดสินภาษีจากชื่อแพลตฟอร์มเพียงอย่างเดียว แต่ต้องตรวจผู้ให้บริการ สถานะผู้รับบริการ ลักษณะธุรกรรม และหลักฐานการชำระเงินจริง
การตรวจภาษีให้ครบควรทำควบคู่กับการวางแผนค่าใช้จ่ายและการจัดระบบบัญชี โดยศึกษา แนวทางปรึกษาภาษีและวางแผนภาษีธุรกิจ เพิ่มเติม

ปรึกษาบัญชีและภาษี e-Service กับสำนักงานบัญชี พีทูพี
สอบถามแนวทางตรวจค่าโฆษณาต่างประเทศ ค่าซอฟต์แวร์ออนไลน์ การนำส่ง ภ.พ.36 และการจัดระบบเอกสารบัญชีภาษีให้สอดคล้องกับธุรกรรมของกิจการ
โทร 097-236-2994LINE: p2pacc