ความรู้ด้านโปรแกรมบัญชีและมาตรฐานภาษีสำหรับผู้ประกอบการ
โปรแกรมบัญชีสรรพากรรับรอง มีจริงไหม? รู้จักมาตรฐานซอฟต์แวร์ก่อนเลือกใช้
โปรแกรมบัญชีสรรพากรรับรอง เป็นคำที่ผู้ประกอบการมักพบเมื่อเลือกซื้อซอฟต์แวร์บัญชี แต่ความหมายของคำนี้ต้องพิจารณาให้ชัด เพราะกรมสรรพากรมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับซอฟต์แวร์เพื่อภาษีสรรพากรจริง ไม่ได้หมายความว่าโปรแกรมบัญชีทุกยี่ห้อที่โฆษณาว่าได้มาตรฐานจะได้รับใบรับรองเฉพาะผลิตภัณฑ์จากกรมสรรพากรโดยอัตโนมัติ
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 89 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มีข้อกำหนดเรื่องการจัดทำรายงานภาษีด้วยคอมพิวเตอร์ รวมถึงมาตรฐานซอฟต์แวร์ชนิด ก ข ค และ ง โดยให้ความสำคัญกับความถูกต้องของข้อมูล การตรวจสอบการแก้ไขรายการ และการควบคุมระบบ
สำหรับผู้ประกอบการ สิ่งที่ควรตรวจสอบไม่ได้มีเพียงคำว่า “สรรพากรรับรอง” แต่ต้องดูว่าโปรแกรมสามารถจัดทำรายงานที่กิจการมีหน้าที่ต้องใช้ บันทึกบัญชีอย่างมีระบบ ตรวจสอบย้อนหลังได้ และรองรับการทำงานด้านภาษีที่เกี่ยวข้องจริงหรือไม่
✓ เข้าใจความหมายของซอฟต์แวร์ตามมาตรฐานสรรพากร
✓ ตรวจคุณสมบัติการจัดทำรายงานภาษีและระบบบัญชี
✓ เรียนรู้วิธีเลือกและทดสอบโปรแกรมก่อนตัดสินใจซื้อ

โปรแกรมบัญชีสรรพากรรับรอง มีจริงหรือไม่?
คำตอบคือ กรมสรรพากรมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับมาตรฐานซอฟต์แวร์เพื่อภาษีสรรพากร และมีข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับผู้จำหน่ายซอฟต์แวร์ แต่ต้องแยกเรื่องนี้ออกจากการอ้างว่าโปรแกรมบัญชีทุกยี่ห้อผ่านการรับรองจากกรมสรรพากรในลักษณะเดียวกัน
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 89 ลงวันที่ 29 เมษายน 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กล่าวถึงการจัดทำรายงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์ คุณสมบัติซอฟต์แวร์ และมาตรการควบคุมข้อมูลทางบัญชี
มาตรฐานดังกล่าวมีความสำคัญต่อการจัดทำรายงานภาษีซื้อ รายงานภาษีขาย และรายงานสินค้าและวัตถุดิบตามหน้าที่ของผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
อย่างไรก็ตาม การที่ผู้จำหน่ายระบุว่าโปรแกรมเป็นไปตามมาตรฐาน ไม่ได้ยืนยันว่าการใช้งานของทุกบริษัทจะถูกต้องครบถ้วน เพราะผลลัพธ์ยังขึ้นอยู่กับการตั้งค่าระบบ การบันทึกข้อมูล หลักฐานประกอบ และการตรวจสอบของผู้รับผิดชอบ
สิ่งที่ผู้ประกอบการควรเข้าใจ
คำว่า “สรรพากรรับรอง” ไม่ควรใช้เป็นหลักฐานเพียงอย่างเดียวในการซื้อโปรแกรม ควรขอรายละเอียดมาตรฐานซอฟต์แวร์ เอกสารที่ผู้จำหน่ายอ้างอิง และทดสอบว่าระบบสามารถจัดทำข้อมูลตามหน้าที่ทางภาษีของกิจการได้จริง
สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการรู้จักซอฟต์แวร์บัญชีทั่วไป สามารถอ่าน โปรแกรมบัญชีมีอะไรบ้าง และเลือกอย่างไรให้เหมาะกับธุรกิจ เพื่อเปรียบเทียบแนวทางใช้งานก่อนตัดสินใจ
.jpg)
รู้จักมาตรฐานซอฟต์แวร์เพื่อภาษีสรรพากร ชนิด ก ข ค และ ง
ตามประกาศที่เกี่ยวข้อง กรมสรรพากรกำหนดคุณสมบัติของซอฟต์แวร์สำหรับการจัดทำรายงานด้วยคอมพิวเตอร์ โดยแยกเป็นชนิดตามเงื่อนไขและลักษณะการควบคุมระบบ
ข้อกำหนดที่พบร่วมกันในกลุ่มมาตรฐานซอฟต์แวร์คือ การควบคุมไม่ให้แก้ไขรายการที่บันทึกและโอนเข้าบัญชีแยกประเภทแล้วโดยไร้ร่องรอย หากต้องแก้ไขให้มีการบันทึกรายการปรับปรุงตามวิธีการทางบัญชี
ซอฟต์แวร์ชนิด ก
เป็นกลุ่มมาตรฐานที่มีเงื่อนไขเฉพาะตามประกาศ ผู้ใช้ควรตรวจรายละเอียดคุณสมบัติทั้งหมดจากข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
ซอฟต์แวร์ชนิด ข
มีข้อกำหนดเกี่ยวกับระบบบัญชีคู่ การควบคุมการเข้าถึง และการโอนข้อมูลจากระบบงานบางส่วนเข้าบัญชีแยกประเภท
ซอฟต์แวร์ชนิด ค
มีข้อกำหนดสำคัญเรื่องการแก้ไขรายการหลังโอนเข้าบัญชีแยกประเภท โดยไม่ให้แก้ไขข้อมูลโดยไร้ร่องรอย
ซอฟต์แวร์ชนิด ง
มีข้อกำหนดเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบบัญชีคู่ ความปลอดภัย และการเชื่อมข้อมูลจากระบบงานทุกระบบเข้าสู่บัญชีแยกประเภทตามประกาศ
รายละเอียดของแต่ละชนิดต้องอ้างอิงข้อกำหนดทั้งหมดจากประกาศและฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ไม่ควรใช้เพียงชื่อชนิดของซอฟต์แวร์เป็นเกณฑ์ตัดสินคุณภาพของโปรแกรมหรือความเหมาะสมกับธุรกิจ
5 คุณสมบัติสำคัญที่โปรแกรมบัญชีควรมีเพื่อรองรับงานภาษี
1. จัดทำรายงานภาษีได้ตามหน้าที่ของกิจการ
ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องจัดทำรายงานภาษีที่เกี่ยวข้องตามหลักเกณฑ์ เช่น รายงานภาษีขายและรายงานภาษีซื้อ รวมถึงรายงานสินค้าและวัตถุดิบเมื่อมีหน้าที่ตามกฎหมาย
โปรแกรมควรสามารถแสดงข้อมูลที่จำเป็น เช่น วันที่เอกสาร เลขที่ใบกำกับภาษี ข้อมูลคู่ค้า มูลค่าสินค้าหรือบริการ และจำนวนภาษี เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบข้อมูลก่อนจัดทำแบบภาษีได้
ควรแยกความเข้าใจว่ารายงานภาษีซื้อและภาษีขายเป็นรายงานประกอบการจัดทำแบบ ภ.พ.30 ไม่ใช่เรียกตัวรายงานว่าแบบ ภ.พ.30 โดยตรง
อ่านเพิ่มเติมจาก การจัดทำและยื่นแบบ ภ.พ.30 เพื่อเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลในโปรแกรมกับแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม
2. มีหลักฐานการแก้ไขรายการบัญชี
โปรแกรมควรมีระบบตรวจสอบว่าใครเป็นผู้บันทึกหรือแก้ไขข้อมูล และมีวิธีปรับปรุงรายการทางบัญชีที่ตรวจสอบย้อนหลังได้ เพื่อช่วยควบคุมความถูกต้องของข้อมูลและลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงรายการโดยไม่มีหลักฐาน
ตัวอย่าง หากบันทึกยอดขายผิดหลังผ่านรายการเข้าบัญชีแยกประเภทแล้ว ควรใช้วิธีบันทึกรายการปรับปรุงตามหลักบัญชี ไม่ใช่ลบรายการเดิมโดยไม่เหลือประวัติ
3. รองรับระบบบัญชีคู่และการกระทบยอด
กิจการที่จัดทำบัญชีตามระบบบัญชีคู่ควรตรวจว่าซอฟต์แวร์รองรับสมุดรายวัน บัญชีแยกประเภท งบทดลอง และรายการปรับปรุงบัญชีได้อย่างเหมาะสม
ข้อมูลควรเชื่อมโยงจากเอกสารต้นทางเข้าสู่ระบบบัญชีโดยลดการบันทึกซ้ำ และช่วยให้ตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างยอดขาย ลูกหนี้ เจ้าหนี้ ภาษี และบัญชีธนาคารได้
4. มีระบบรักษาความปลอดภัยและกำหนดสิทธิผู้ใช้
โปรแกรมบัญชีต้องดูแลข้อมูลที่มีความสำคัญ เช่น รายละเอียดลูกค้า เงินเดือน ข้อมูลการเงิน และภาษี จึงควรสามารถกำหนดสิทธิผู้ใช้ตามหน้าที่และมีวิธีสำรองข้อมูลอย่างเหมาะสม
กิจการควรตรวจการจัดเก็บข้อมูล การเข้ารหัส การกู้คืน และเงื่อนไขการเข้าถึงข้อมูลหลังยกเลิกบริการหรือเปลี่ยนโปรแกรมด้วย
5. ส่งออกข้อมูลหรือรองรับการจัดเตรียมแบบภาษี
โปรแกรมบางระบบมีความสามารถสร้างไฟล์ข้อมูลสำหรับนำเข้าระบบภาษีหรือเชื่อมต่อบริการอิเล็กทรอนิกส์บางประเภท แต่ความสามารถดังกล่าวแตกต่างกันตามผู้พัฒนา รุ่นโปรแกรม และบริการที่สมัครใช้
ผู้ประกอบการจึงควรตรวจสอบและทดลองใช้งานจริง ไม่ควรสรุปว่าโปรแกรมบัญชีทุกยี่ห้อเชื่อมต่อระบบ e-Filing ของกรมสรรพากรโดยตรงได้ทั้งหมด
สำหรับกิจการที่ต้องการพัฒนาการทำงานด้านดิจิทัล สามารถศึกษา ระบบบัญชีดิจิทัลและการบริหารเอกสารบัญชี เพิ่มเติม
.jpg)
โปรแกรมบัญชีที่ดีควรตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้อย่างไร?
ระบบบัญชีที่น่าเชื่อถือไม่ควรมุ่งเพียงความสะดวกในการบันทึกข้อมูล แต่ต้องสามารถตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างเอกสารต้นทาง รายการบัญชี และรายงานทางการเงินได้
ตัวอย่างเช่น เมื่อมีการขายสินค้า โปรแกรมควรเชื่อมข้อมูลกับใบกำกับภาษี บัญชีลูกหนี้ รายได้ ภาษีขาย และสินค้าคงเหลือตามระบบงานที่กิจการใช้งาน
หากมีการคืนสินค้าหรือปรับราคาภายหลัง ต้องมีเอกสารและการบันทึกรายการแก้ไขที่เหมาะสม เพื่อให้ยอดขายและรายการทางบัญชีสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
ตัวอย่างการตรวจสอบหนึ่งรายการขาย
เอกสารขาย → รายการบันทึกบัญชี → บัญชีแยกประเภท
→ รายงานภาษีขาย → การกระทบยอดกับรายงานประจำเดือน
เมื่อพบตัวเลขไม่ตรงกัน ผู้รับผิดชอบควรสามารถติดตามกลับไปยังเอกสารและผู้บันทึกได้
การตรวจสอบเช่นนี้ช่วยให้ผู้ประกอบการมีข้อมูลสนับสนุนการจัดทำบัญชีภาษีได้ดีขึ้น แต่ยังต้องมีการตรวจหลักฐานและการปฏิบัติงานโดยบุคลากรที่เหมาะสม
อ่าน แนวทางจัดแฟ้มเอกสารบัญชีบริษัท เพื่อวางวิธีจัดเก็บหลักฐานให้สอดคล้องกับข้อมูลที่บันทึกในโปรแกรม
ใช้โปรแกรมบัญชีแล้ว ยังต้องมีผู้ทำบัญชีหรือไม่?
โปรแกรมบัญชีเป็นเครื่องมือสำหรับจัดทำและประมวลผลข้อมูล แต่ไม่ใช่ผู้รับผิดชอบทางวิชาชีพแทนบุคลากรตามกฎหมายได้ทั้งหมด
บริษัทจำกัดและนิติบุคคลที่มีหน้าที่จัดทำบัญชียังคงต้องจัดให้มีการทำบัญชีตามกฎหมาย โดยผู้ทำบัญชีต้องมีคุณสมบัติและปฏิบัติหน้าที่ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
แม้ระบบจะช่วยคำนวณภาษีและจัดทำรายงานได้ แต่ผู้รับผิดชอบยังต้องตรวจว่ารายการบัญชีมีเอกสารครบ การรับรู้รายได้และค่าใช้จ่ายเหมาะสม และมีการจัดประเภทภาษีถูกต้องตามธุรกรรมจริง
ตัวอย่างเช่น โปรแกรมอาจบันทึกค่าใช้จ่ายตามบัญชีได้ แต่การพิจารณาว่ารายการนั้นเป็นรายจ่ายต้องห้ามทางภาษีหรือไม่ ยังต้องอาศัยข้อมูลและการวินิจฉัยตามข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ผู้ประกอบการที่สนใจจัดทำบัญชีภายในสามารถอ่าน ข้อควรรู้ก่อนทำบัญชีบริษัทเอง และ คุณสมบัติและหน้าที่ของผู้ทำบัญชี เพิ่มเติม
ต้องการเลือกโปรแกรมบัญชีหรือปรับปรุงระบบบัญชีธุรกิจ?
สำนักงานบัญชี พีทูพี ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการจัดระบบบัญชี การเตรียมเอกสารและการใช้โปรแกรมบัญชีให้เหมาะสมกับลักษณะกิจการ โดยพิจารณาร่วมกับขั้นตอนปฏิบัติงานจริงและหน้าที่ทางภาษีที่เกี่ยวข้อง
โทร 097-236-2994LINE: p2pacc.jpg)
ประโยชน์ของโปรแกรมบัญชีที่มีระบบควบคุมข้อมูลเหมาะสม
จัดทำรายงานได้สะดวก
ช่วยรวบรวมข้อมูลที่บันทึกไว้เพื่อใช้ตรวจรายงานบัญชีและภาษีตามฟังก์ชันที่รองรับ
ตรวจสอบย้อนหลัง
ติดตามความสัมพันธ์ของเอกสาร รายการบัญชี และประวัติการแก้ไขได้สะดวกขึ้น
ลดงานบันทึกซ้ำ
ช่วยส่งต่อข้อมูลระหว่างระบบซื้อขาย สต๊อก ลูกหนี้ เจ้าหนี้ และบัญชีแยกประเภทเมื่อรองรับ
สนับสนุนผู้บริหาร
นำข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบมาจัดทำรายงานรายได้ ต้นทุน กำไร และผลประกอบการ
อย่างไรก็ตาม โปรแกรมไม่สามารถรับประกันว่ากิจการจะไม่ถูกตรวจสอบภาษี และไม่ได้รับประกันว่าทุกรายการที่บันทึกจะถูกต้องตามกฎหมายหากข้อมูลต้นทางผิดพลาดหรือผู้ใช้เลือกประเภทภาษีไม่เหมาะสม
การนำข้อมูลจากโปรแกรมมาวิเคราะห์ธุรกิจสามารถศึกษาเพิ่มเติมจาก การวิเคราะห์งบการเงินและข้อมูลธุรกิจ และ วิธีอ่านงบกำไรขาดทุน
วิธีตรวจสอบโปรแกรมบัญชีก่อนตัดสินใจซื้อ
ก่อนซื้อหรือเปลี่ยนโปรแกรม ผู้ประกอบการควรขอให้ผู้จำหน่ายสาธิตระบบด้วยธุรกรรมจริงของกิจการ โดยไม่ควรประเมินจากภาพโฆษณาหรือรายการคุณสมบัติในเว็บไซต์เพียงอย่างเดียว
1. ตรวจคุณสมบัติทางบัญชีและภาษี
ตรวจว่าระบบมีบัญชีแยกประเภท งบทดลอง รายงานรายได้ค่าใช้จ่าย และรายงานภาษีที่กิจการต้องใช้หรือไม่ พร้อมดูความสามารถในการส่งออกข้อมูลและรายการแก้ไขย้อนหลัง
2. ขอรายละเอียดการอ้างอิงมาตรฐาน
หากผู้จำหน่ายระบุว่าโปรแกรมเป็นซอฟต์แวร์ตามมาตรฐานสรรพากร ควรขอทราบรายละเอียดชนิดของซอฟต์แวร์ เอกสารที่เกี่ยวข้อง และหลักฐานสนับสนุนคำกล่าวนั้น เพื่อให้ตรวจสอบกับประกาศที่เกี่ยวข้องได้
3. ทดสอบรายการบัญชีและรายงานภาษี
ให้ทดลองบันทึกรายการซื้อสินค้า ขายสินค้า รับชำระ จ่ายชำระ และรายการปรับปรุง เพื่อดูว่าข้อมูลเข้าบัญชีแยกประเภทและรายงานที่เกี่ยวข้องถูกต้องหรือไม่
4. ทดสอบการแก้ไขและควบคุมผู้ใช้งาน
ตรวจการกำหนดสิทธิของผู้บันทึก ผู้อนุมัติ และผู้ดูแลระบบ รวมถึงวิธีแก้ไขรายการเมื่อบันทึกผิด และการแสดงหลักฐานการปรับปรุงย้อนหลัง
5. ตรวจบริการหลังการขายและการสำรองข้อมูล
ควรสอบถามวิธีสำรองและกู้คืนข้อมูล การอัปเดตโปรแกรม การแก้ปัญหาด้านเทคนิค ตลอดจนสิทธิในการส่งออกข้อมูลหากต้องเปลี่ยนผู้ให้บริการภายหลัง
สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ สามารถอ่าน ข้อมูลโปรแกรมบัญชี TRCLOUD เพื่อศึกษารูปแบบการทำงานของซอฟต์แวร์บัญชีเพิ่มเติม
.jpg)
ตัวอย่างการเลือกโปรแกรมบัญชีตามลักษณะธุรกิจ
ธุรกิจซื้อมาขายไป
ควรให้ความสำคัญกับระบบสินค้า การซื้อขาย ลูกหนี้ เจ้าหนี้ ภาษี และการกระทบยอดสินค้า เพื่อให้ข้อมูลทางการเงินสัมพันธ์กับความเคลื่อนไหวของสินค้าจริง
ธุรกิจให้บริการ
ควรตรวจการออกใบแจ้งหนี้ การรับชำระเงิน การติดตามลูกหนี้ ค่าใช้จ่ายโครงการ และการจัดทำรายงานภาษีที่เกี่ยวข้องกับบริการ
ร้านค้าออนไลน์
ควรตรวจความสามารถในการจัดการรายการขายจำนวนมาก การคืนสินค้า ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม และการกระทบยอดเงินรับจริงจากผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม
บริษัทที่มีหลายสาขา
ควรตรวจความสามารถในการแยกข้อมูลรายสาขา การกำหนดผู้ใช้งาน การรวมข้อมูลบัญชี และการจัดทำรายงานที่ผู้บริหารต้องใช้ โดยคำนึงถึงหน้าที่ภาษีของแต่ละสถานประกอบการด้วย
การจัดระบบบัญชีให้สอดคล้องกับการดำเนินงานสามารถศึกษา หลักการวางระบบบัญชีให้เหมาะกับกิจการ และ การบริหารจัดการภาษีธุรกิจ เพิ่มเติม
โปรแกรมบัญชีกับ e-Filing และ e-Tax Invoice ต้องเชื่อมต่อกันหรือไม่?
ระบบ e-Filing เป็นช่องทางยื่นแบบแสดงรายการภาษีทางอิเล็กทรอนิกส์ ส่วน e-Tax Invoice เป็นระบบจัดทำและรับรองใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ตามเงื่อนไขของกรมสรรพากร ทั้งสองระบบมีวัตถุประสงค์และข้อกำหนดการใช้งานแตกต่างกัน
โปรแกรมบัญชีบางผลิตภัณฑ์อาจช่วยจัดเตรียมไฟล์สำหรับนำเข้าแบบภาษี หรือเชื่อมต่อกับระบบ e-Tax Invoice ผ่านผู้ให้บริการที่รองรับ แต่ไม่ควรถือว่าทุกโปรแกรมมีความสามารถเหมือนกัน
การเลือกใช้จึงควรตรวจระบบที่ต้องการเชื่อมต่อจริง เช่น การส่งข้อมูลภาษีหัก ณ ที่จ่าย การจัดเตรียมข้อมูล VAT หรือการออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมตรวจค่าบริการและเงื่อนไขเพิ่มเติม
ผู้ประกอบการสามารถศึกษา ขั้นตอนลงทะเบียน e-Tax Invoice และ การเตรียมความพร้อมใช้ e-Tax Invoice ในธุรกิจ ประกอบ
เช็กลิสต์ 12 ข้อ ก่อนเลือกโปรแกรมบัญชีสำหรับบริษัท
- ☐ โปรแกรมรองรับประเภทกิจการและระบบบัญชีที่ใช้งาน
- ☐ จัดทำรายงานภาษีที่เกี่ยวข้องได้ถูกต้องตามรูปแบบ
- ☐ รองรับบัญชีแยกประเภทและรายการปรับปรุง
- ☐ มีหลักฐานการแก้ไขข้อมูลหลังบันทึกรายการ
- ☐ กำหนดสิทธิผู้ใช้งานและผู้อนุมัติได้
- ☐ ตรวจข้อมูลการซื้อขายและเอกสารต้นทางย้อนหลังได้
- ☐ กระทบยอดบัญชีและรายงานสำคัญได้
- ☐ ตรวจสอบการส่งออกข้อมูลบัญชีและภาษีได้
- ☐ มีวิธีสำรองและกู้คืนข้อมูลที่ชัดเจน
- ☐ ตรวจเอกสารสนับสนุนคำอ้างเรื่องมาตรฐานสรรพากรแล้ว
- ☐ ทดลองใช้งานกับรายการธุรกิจจริงก่อนตัดสินใจ
- ☐ ประเมินต้นทุนโปรแกรม การอบรม และบริการหลังการขาย
เช็กลิสต์นี้สามารถใช้ในการประชุมระหว่างเจ้าของกิจการ ผู้ทำบัญชี ฝ่ายไอที และผู้จำหน่ายโปรแกรม เพื่อประเมินว่าเครื่องมือที่เลือกเหมาะสมกับธุรกิจและระบบควบคุมภายในเพียงใด

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโปรแกรมบัญชีสรรพากรรับรอง (FAQ)
1. โปรแกรมบัญชีสรรพากรรับรองมีจริงหรือไม่?
กรมสรรพากรมีข้อกำหนดเกี่ยวกับมาตรฐานซอฟต์แวร์เพื่อภาษีสรรพากรและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง แต่ต้องตรวจคำกล่าวอ้างของแต่ละโปรแกรมกับเอกสารและข้อกำหนดจริง ไม่ควรเข้าใจว่าโปรแกรมทุกยี่ห้อได้รับใบรับรองเฉพาะผลิตภัณฑ์โดยอัตโนมัติ
2. มาตรฐานซอฟต์แวร์ชนิด ก ข ค ง คืออะไร?
เป็นการจัดประเภทตามข้อกำหนดซอฟต์แวร์เพื่อภาษีสรรพากรในประกาศที่เกี่ยวข้อง โดยมีเงื่อนไขด้านการบันทึกบัญชี การควบคุมข้อมูล และระบบงานแตกต่างกันตามแต่ละชนิด
3. โปรแกรมบัญชีทุกโปรแกรมต้องเชื่อมต่อ e-Filing หรือไม่?
ไม่ควรสรุปเช่นนั้น ความสามารถในการนำเข้าหรือเชื่อมต่อระบบภาษีขึ้นอยู่กับโปรแกรมและบริการที่รองรับ ผู้ประกอบการต้องตรวจคุณสมบัติจริงก่อนใช้งาน
4. ใช้โปรแกรมบัญชีแล้วไม่ต้องมีผู้ทำบัญชีได้หรือไม่?
การใช้ซอฟต์แวร์ไม่ได้ยกเลิกหน้าที่ตามกฎหมายบัญชีของนิติบุคคล กิจการยังต้องจัดให้มีการทำบัญชีตามหลักเกณฑ์ และมีผู้รับผิดชอบที่เหมาะสม
5. ควรตรวจอะไรเมื่อผู้จำหน่ายแจ้งว่าโปรแกรมผ่านมาตรฐานสรรพากร?
ควรขอข้อมูลข้อกำหนดที่อ้างอิง รายละเอียดคุณสมบัติซอฟต์แวร์และเอกสารสนับสนุน พร้อมทดลองจัดทำรายงานภาษีและตรวจสอบการแก้ไขข้อมูลย้อนหลัง ก่อนตัดสินใจซื้อ
สรุป: เลือกโปรแกรมบัญชีตามมาตรฐานสรรพากร ต้องตรวจคุณสมบัติจริง
คำว่าโปรแกรมบัญชีสรรพากรรับรองควรทำความเข้าใจร่วมกับหลักเกณฑ์ซอฟต์แวร์เพื่อภาษีสรรพากร และเอกสารที่ผู้จำหน่ายสามารถแสดงให้ตรวจสอบได้ ไม่ควรอาศัยเพียงถ้อยคำโฆษณาเป็นเครื่องยืนยันความถูกต้องของระบบ
ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับรายงานภาษี การบันทึกบัญชีคู่ การตรวจสอบรายการย้อนหลัง การรักษาความปลอดภัย และความสามารถในการส่งออกข้อมูล รวมถึงทดลองใช้งานกับธุรกรรมจริงก่อนตัดสินใจ
โปรแกรมบัญชีที่เหมาะสมเป็นเครื่องมือช่วยให้การทำบัญชีมีระบบมากขึ้น แต่ความถูกต้องของบัญชีและภาษียังคงต้องอาศัยเอกสารที่ครบถ้วน การควบคุมภายใน และการตรวจสอบโดยผู้รับผิดชอบ

ปรึกษาการเลือกโปรแกรมและวางระบบบัญชีกับสำนักงานบัญชี พีทูพี
สอบถามแนวทางเลือกโปรแกรมบัญชี จัดระบบเอกสารบัญชีภาษี และปรับปรุงขั้นตอนการทำงานให้เหมาะกับลักษณะธุรกิจ โดยประเมินความต้องการและขอบเขตบริการร่วมกัน
โทร 097-236-2994LINE: p2pacc