ใบกำกับภาษีร้านค้าออนไลน์ Shopee Lazada ต้องออกอย่างไร
การขายสินค้าออนไลน์ผ่าน Shopee, Lazada, TikTok Shop, Facebook, LINE หรือเว็บไซต์ของตนเอง ทำให้การรับเงินและจัดส่งสินค้าเกิดขึ้นรวดเร็ว แต่ในมุมบัญชีและภาษี ผู้ประกอบการยังต้องจัดการเอกสารการขายให้สอดคล้องกับสถานะของกิจการ โดยเฉพาะเรื่อง ใบกำกับภาษีร้านค้าออนไลน์ ใบเสร็จรับเงิน และเอกสารประกอบยอดขาย
สิ่งแรกที่ควรแยกให้ชัดคือ ร้านค้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับร้านค้าที่ไม่ได้จด VAT มีหน้าที่ออกเอกสารแตกต่างกัน ร้านที่จด VAT จึงต้องพิจารณาเรื่องใบกำกับภาษีโดยตรง ส่วนร้านที่ยังไม่ได้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ไม่ควรออกใบกำกับภาษีในนามของตนเอง
.jpg)
ร้านค้าออนไลน์ต้องออกใบเสร็จหรือใบกำกับภาษี?
คำตอบขึ้นอยู่กับสถานะของผู้ขายและลักษณะรายการค้าเป็นหลัก หากผู้ขายเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT เมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น จะต้องจัดทำใบกำกับภาษีตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ส่วนใบเสร็จรับเงินทำหน้าที่เป็นหลักฐานว่าได้รับชำระเงินแล้ว
ดังนั้นในรายการเดียวกันอาจมีทั้งใบกำกับภาษีและใบเสร็จรับเงิน แต่หน้าที่ของเอกสารสองชนิดนี้ไม่เหมือนกัน หากต้องการอ่านรายละเอียดเชิงลึกเรื่ององค์ประกอบของใบกำกับภาษี ควรไปที่ ใบกำกับภาษี คืออะไร และต้องมีรายละเอียดอะไรบ้าง ซึ่งเป็นหน้าหลักของเรื่องนี้โดยตรง
ร้านค้าออนไลน์ที่ยังไม่จด VAT ออกใบกำกับภาษีได้หรือไม่
หากร้านค้ายังไม่ได้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ควรออกใบกำกับภาษีในนามของร้าน เพราะประมวลรัษฎากรกำหนดสิทธิการออกใบกำกับภาษีไว้สำหรับผู้ที่มีสิทธิตามกฎหมายเท่านั้น
ร้านค้าที่ไม่ได้จด VAT ยังสามารถออกเอกสารรับเงินหรือเอกสารการขายตามลักษณะธุรกิจได้ แต่ควรใช้ชื่อเอกสารให้ตรงกับสถานะจริง ไม่ควรใส่คำว่า “ใบกำกับภาษี” เพียงเพราะลูกค้าร้องขอ
หากยอดขายของกิจการเริ่มสูงขึ้น ควรติดตามเกณฑ์ VAT อย่างใกล้ชิด โดยกรมสรรพากรกำหนดให้ผู้ประกอบกิจการที่มีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการเป็นปกติธุระเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายในกำหนดเวลา สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ รายได้เกิน 1.8 ล้านบาท ต้องจด VAT อย่างไร
.jpg)
ร้านค้าออนไลน์ที่จด VAT ต้องออกใบกำกับภาษีเมื่อไร
ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ต้องจัดทำใบกำกับภาษีเมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น โดยช่วงเวลาจะขึ้นอยู่กับว่าเป็นการขายสินค้าหรือให้บริการและข้อเท็จจริงของรายการนั้น
สำหรับร้านค้าออนไลน์ที่ขายสินค้า ประเด็นสำคัญจึงไม่ควรมองเฉพาะวันที่เงินเข้าบัญชี แต่ต้องตรวจวันส่งมอบสินค้า การรับชำระ และเงื่อนไขอื่นที่เกี่ยวข้องกับจุดเกิดภาษีด้วย หากมีรายการจำนวนมากควรวางระบบเอกสารตั้งแต่ต้น ไม่ควรรอออกเอกสารย้อนหลังตอนสิ้นเดือน
ผู้ประกอบการที่มีหลายช่องทางขายสามารถศึกษา บริการรับทำบัญชีขายของออนไลน์ เพื่อดูแนวทางจัดยอดขาย ค่าธรรมเนียม และเอกสารจากหลายแพลตฟอร์มให้เป็นระบบ
Shopee และ Lazada ใครเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้า?
จุดที่ผู้ขายออนไลน์สับสนบ่อยคือการแยกระหว่าง “เอกสารค่าธรรมเนียมที่แพลตฟอร์มออกให้ร้านค้า” กับ “ใบกำกับภาษีจากการขายสินค้าที่ร้านออกให้ลูกค้า” ซึ่งเป็นคนละธุรกรรมกัน
หากร้านค้าเป็นผู้ขายสินค้าให้ลูกค้า และร้านมีสถานะเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT หน้าที่ออกใบกำกับภาษีของรายการขายนั้นต้องพิจารณาตามสถานะและข้อเท็จจริงของร้านค้า ไม่ควรเข้าใจว่าแพลตฟอร์มจะทำหน้าที่แทนผู้ขายในทุกรายการโดยอัตโนมัติ
ในทางกลับกัน ค่าธรรมเนียมการขาย ค่าธรรมเนียมธุรกรรม ค่าบริการ หรือค่าใช้จ่ายที่แพลตฟอร์มเรียกเก็บจากร้าน อาจมีเอกสารภาษีที่แพลตฟอร์มออกให้ร้านค้าอีกชุดหนึ่ง ผู้ขายจึงควรแยกเอกสาร “ยอดขายลูกค้า” กับ “ค่าใช้บริการแพลตฟอร์ม” ออกจากกัน
ข้อมูลที่ควรขอจากลูกค้าก่อนออกใบกำกับภาษีเต็มรูป
หากลูกค้าต้องการใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ ร้านควรมีขั้นตอนขอข้อมูลให้ครบก่อนออกเอกสาร เช่น
- ชื่อบุคคลหรือชื่อนิติบุคคล
- ที่อยู่สำหรับออกใบกำกับภาษี
- เลขประจำตัวผู้เสียภาษี
- ข้อมูลสำนักงานใหญ่หรือสาขา หากเกี่ยวข้อง
- เลขคำสั่งซื้อหรือข้อมูลที่ใช้เชื่อมโยงกับรายการขาย
ร้านควรกำหนดจุดรับข้อมูลลูกค้าให้ชัด เช่น ก่อนจัดส่งหรือก่อนออกเอกสาร เพื่อช่วยลดปัญหาการแก้ชื่อ ที่อยู่ หรือเลขผู้เสียภาษีย้อนหลัง
ใบกำกับภาษีอย่างย่อกับเต็มรูป ร้านออนไลน์ควรใช้อันไหน
ร้านค้าปลีกบางประเภทอาจมีสิทธิออกใบกำกับภาษีอย่างย่อตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่ควรสรุปว่าร้านออนไลน์ทุกแห่งสามารถใช้ใบกำกับภาษีอย่างย่อได้เหมือนกันทั้งหมด เพราะต้องพิจารณารูปแบบกิจการและสิทธิของผู้ประกอบการแต่ละราย
หากลูกค้าเป็นนิติบุคคลหรือผู้ประกอบการที่ต้องการใช้เอกสารประกอบภาษีซื้อ ก็มักต้องการใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบตามหลักเกณฑ์ ส่วนรายละเอียดองค์ประกอบของใบกำกับภาษีแต่ละประเภทควรให้บทความ ใบกำกับภาษี เป็นหน้าหลัก เพื่อไม่ให้เนื้อหาหน้านี้แย่งคีย์กันเอง
.jpg)
อย่านำยอดเงินที่แพลตฟอร์มโอนเข้าธนาคารมาแทนยอดขายทันที
ร้านออนไลน์จำนวนมากได้รับเงินสุทธิหลังแพลตฟอร์มหักค่าธรรมเนียม ค่าบริการ ค่าขนส่ง หรือรายการปรับปรุงอื่นแล้ว ดังนั้นเงินที่เข้าบัญชีธนาคารอาจไม่เท่ากับยอดขายขั้นต้น
หากบันทึกรายได้จากยอดเงินสุทธิโดยไม่ตรวจรายละเอียด อาจทำให้ยอดขายและค่าใช้จ่ายปะปนกัน ทางที่เหมาะสมคือแยกยอดขายออกจากค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายของแพลตฟอร์ม แล้วกระทบยอดกับรายงานการขายและเงินรับจริง
สำหรับประเด็นภาษีจากการขายผ่านระบบออนไลน์ สามารถศึกษา ภาษีขายออนไลน์ในยุค e-Payment เพิ่มเติมได้
เอกสารที่ร้านค้าออนไลน์ควรเก็บทุกเดือน
- รายงานคำสั่งซื้อและยอดขายจากแต่ละแพลตฟอร์ม
- รายละเอียดการคืนสินค้า ยกเลิก และคืนเงิน
- หลักฐานเงินที่แพลตฟอร์มโอนเข้าบัญชี
- ใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จที่ออกให้ลูกค้า
- เอกสารค่าธรรมเนียมและบริการที่แพลตฟอร์มเรียกเก็บ
- เอกสารค่าขนส่ง ค่าโฆษณา และค่าใช้จ่ายอื่น
- Statement ธนาคารที่ใช้รับเงินจากกิจการ
- เอกสารซื้อสินค้าและต้นทุนสินค้าคงเหลือ
ถ้ารายการมีจำนวนมาก ควรวางระบบรับส่งเอกสารเป็นรอบประจำ สามารถดูแนวทางได้จาก วิธีเตรียมเอกสารส่งสำนักงานบัญชี และ การบริหารงานฝ่ายบัญชี

ใช้โปรแกรมบัญชีช่วยออกเอกสารร้านออนไลน์ได้อย่างไร
ธุรกิจออนไลน์ที่มีออเดอร์จำนวนมากควรลดการพิมพ์ข้อมูลซ้ำ โดยใช้ระบบหรือโปรแกรมที่สามารถจัดทำเอกสารขาย เลขที่เอกสาร รายงานภาษี และข้อมูลบัญชีอย่างต่อเนื่อง
ผู้ประกอบการสามารถศึกษา โปรแกรม FlowAccount, โปรแกรม PEAK และ ประโยชน์ของโปรแกรมบัญชี เพื่อเปรียบเทียบให้เหมาะกับจำนวนรายการและวิธีทำงานของร้าน
.jpg)
e-Tax Invoice เหมาะกับร้านค้าออนไลน์หรือไม่
ร้านค้าที่ต้องออกเอกสารจำนวนมากอาจพิจารณาระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์เพื่อช่วยลดงานเอกสาร แต่ก่อนเลือกใช้ควรตรวจว่าระบบที่ใช้สอดคล้องกับรูปแบบ e-Tax Invoice ของกรมสรรพากรหรือไม่ และเหมาะกับปริมาณธุรกรรมของกิจการหรือไม่
เรื่องนี้มีหน้าความรู้เฉพาะอยู่แล้ว จึงควรอ่านต่อที่ ขั้นตอนลงทะเบียน e-Tax Invoice หรือ ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ e-Tax Invoice แทนการอธิบายซ้ำทั้งหมดในหน้านี้
ข้อผิดพลาดที่ร้านค้าออนไลน์ควรระวัง
- ร้านไม่ได้จด VAT แต่ใช้คำว่าใบกำกับภาษีในเอกสาร
- ใช้ยอดเงินสุทธิที่แพลตฟอร์มโอนมาเป็นยอดขายทั้งหมด
- ไม่แยกค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มออกจากยอดขาย
- ออกเอกสารย้อนหลังโดยไม่มีระบบเลขที่เอกสารต่อเนื่อง
- ข้อมูลชื่อ ที่อยู่ หรือเลขผู้เสียภาษีของลูกค้าผิด
- ไม่เก็บหลักฐานการคืนสินค้าและคืนเงิน
- ยอดขายในแพลตฟอร์มไม่ตรงกับยอดในบัญชี
- ปล่อยรายได้ใกล้เกณฑ์ VAT โดยไม่ติดตามยอดสะสม
หากร้านค้าเริ่มมีรายการจำนวนมากหรือขายหลายช่องทาง สามารถพิจารณา บริการวางระบบบัญชี เพื่อจัดขั้นตอนยอดขาย เอกสาร และข้อมูลก่อนส่งบัญชี
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบกำกับภาษีร้านค้าออนไลน์
1. ขายของใน Shopee หรือ Lazada ต้องออกใบกำกับภาษีทุกออเดอร์หรือไม่?
ต้องพิจารณาว่าร้านเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT หรือไม่ และความรับผิดในการเสียภาษีเกิดขึ้นเมื่อใด หากไม่ได้จด VAT ไม่ควรออกใบกำกับภาษีในนามของร้าน
2. ลูกค้าขอใบกำกับภาษี แต่ร้านยังไม่จด VAT ทำอย่างไร?
ร้านไม่ควรออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิ สามารถออกเอกสารรับเงินหรือเอกสารการค้าตามสถานะจริงของกิจการแทน และควรติดตามเกณฑ์การจด VAT ของกิจการอย่างต่อเนื่อง
3. เงินที่ Shopee หรือ Lazada โอนเข้าบัญชีถือเป็นยอดขายหรือไม่?
ไม่ควรนำยอดสุทธินั้นมาใช้แทนยอดขายโดยไม่ตรวจรายละเอียด เพราะแพลตฟอร์มอาจหักค่าธรรมเนียม ค่าบริการ หรือรายการอื่นก่อนโอนเงินให้ร้าน
4. ใบกำกับภาษีอย่างย่อใช้เป็นภาษีซื้อได้หรือไม่?
การใช้เป็นภาษีซื้อต้องพิจารณาหลักเกณฑ์ของเอกสารและสิทธิของผู้ซื้อ จึงควรดูรายละเอียดจากหน้าความรู้เรื่องใบกำกับภาษีโดยตรง ไม่ควรใช้เพียงชื่อเอกสารเป็นตัวตัดสิน
5. ร้านค้าออนไลน์ควรใช้ e-Tax Invoice หรือไม่?
เหมาะหรือไม่ขึ้นอยู่กับจำนวนรายการ ระบบขาย และความพร้อมของกิจการ ร้านที่ออกเอกสารจำนวนมากอาจได้ประโยชน์จากระบบอิเล็กทรอนิกส์ แต่ควรตรวจรูปแบบและเงื่อนไขก่อนนำมาใช้จริง
สรุป ใบกำกับภาษีร้านค้าออนไลน์ต้องเริ่มจากตรวจสถานะ VAT ให้ถูก
การจัด ใบกำกับภาษีร้านค้าออนไลน์ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าขายผ่าน Shopee, Lazada หรือช่องทางใดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจากสถานะทางภาษีของผู้ขาย ลักษณะรายการขาย และช่วงเวลาที่ความรับผิด VAT เกิดขึ้น จากนั้นจึงจัดเอกสารให้สัมพันธ์กับยอดขาย เงินรับ และข้อมูลจากแพลตฟอร์ม
สิ่งสำคัญคือแยกยอดขายออกจากค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม เก็บเอกสารให้ครบ และติดตามเกณฑ์ VAT อย่างสม่ำเสมอ หากต้องการดูแนวทางบัญชีสำหรับธุรกิจ E-commerce สามารถอ่าน รับทำบัญชีขายของออนไลน์ และ บริการที่ปรึกษาภาษี เพิ่มเติมได้
