ลดหย่อนภาษีนิติบุคคล บริษัทลดภาษีอย่างถูกต้องได้อย่างไร
คำว่า ลดหย่อนภาษีนิติบุคคล มักทำให้เจ้าของกิจการนึกถึงการหาค่าใช้จ่ายมาเพิ่มเพื่อลดกำไร แต่ในทางภาษี วิธีที่ถูกต้องไม่ได้เริ่มจากการ “หาค่าใช้จ่าย” sondern เริ่มจากการจัดรายได้ รายจ่าย เอกสาร และสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้ตรงกับข้อเท็จจริงของกิจการ
บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลโดยทั่วไปเสียภาษีจากกำไรสุทธิทางภาษี ซึ่งเกิดจากกำไรตามบัญชีที่นำมาปรับปรุงตามหลักเกณฑ์ของประมวลรัษฎากร รายจ่ายบางรายการหักได้ตามปกติ บางรายการต้องบวกกลับ และบางกรณีอาจมีสิทธิหักเพิ่มหรือได้รับยกเว้นตามกฎหมายเฉพาะ ดังนั้นการลดภาระภาษีอย่างถูกต้องจึงต้องอาศัยทั้งบัญชี เอกสาร และการวางแผนล่วงหน้า

ลดหย่อนภาษีนิติบุคคล ต่างจากลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาอย่างไร
บุคคลธรรมดามีคำว่า “ค่าลดหย่อน” เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว ครอบครัว ประกัน หรือกองทุน แต่นิติบุคคลไม่ได้ใช้แนวคิดเดียวกันทั้งหมด สิ่งสำคัญของบริษัทคือการคำนวณกำไรสุทธิทางภาษี โดยนำรายได้และรายจ่ายของกิจการมาปรับตามหลักเกณฑ์ภาษี
ดังนั้นเมื่อพูดว่า “ลดหย่อนภาษีบริษัท” ในทางปฏิบัติจึงหมายถึงการใช้รายจ่ายที่หักได้อย่างถูกต้อง ไม่พลาดสิทธิทางภาษี และไม่บันทึกรายจ่ายต้องห้ามเป็นรายจ่ายทางภาษีโดยผิดหลักเกณฑ์ หากต้องการดูวิธีคำนวณภาษีโดยตรง สามารถอ่าน คำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล เพิ่มเติมได้
ภาษีนิติบุคคลคำนวณจากอะไร
บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลทั่วไปมีอัตราภาษีจากกำไรสุทธิ 20% ส่วนกิจการ SME ที่เข้าเงื่อนไขเรื่องทุนชำระแล้วและรายได้ อาจใช้อัตราภาษีแบบขั้นบันไดตามที่กฎหมายกำหนด
กรณี SME ที่เข้าเงื่อนไข
- ทุนชำระแล้ว ณ วันสุดท้ายของรอบบัญชีไม่เกิน 5 ล้านบาท
- รายได้จากการขายสินค้าและให้บริการไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อรอบบัญชี
- กำไรสุทธิไม่เกิน 300,000 บาท ได้รับยกเว้นภาษี
- กำไรสุทธิส่วนที่เกิน 300,000 บาท แต่ไม่เกิน 3 ล้านบาท เสียภาษี 15%
- กำไรสุทธิส่วนที่เกิน 3 ล้านบาท เสียภาษี 20%
จึงเห็นได้ว่าการวางแผนรายจ่ายอย่างถูกต้องส่งผลโดยตรงต่อกำไรสุทธิทางภาษี แต่ต้องทำภายใต้ข้อเท็จจริงของธุรกิจ ไม่ใช่สร้างรายจ่ายขึ้นมาเพียงเพื่อให้ภาษีลดลง
.jpg)
ค่าใช้จ่ายบริษัทแบบไหนช่วยลดกำไรทางภาษีได้
โดยหลัก รายจ่ายที่นำมาคำนวณกำไรสุทธิควรเกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการหรือการหารายได้ของบริษัท เกิดขึ้นจริง อยู่ในรอบบัญชีที่เกี่ยวข้อง มีหลักฐานรองรับ และไม่เข้าลักษณะรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร
ตัวอย่างรายจ่ายที่พบได้ทั่วไป เช่น เงินเดือนและค่าจ้าง ค่าเช่าสำนักงาน ค่าสินค้าและวัตถุดิบ ค่าขนส่ง ค่าโฆษณา ค่าซอฟต์แวร์ ค่าบริการวิชาชีพ ค่าเดินทางเพื่อธุรกิจ ค่าสาธารณูปโภค ค่าอบรมพนักงาน และค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินตามหลักเกณฑ์
อย่างไรก็ตาม คำว่า “บริษัทเป็นคนจ่าย” ไม่ได้แปลว่าจะหักภาษีได้ทุกครั้ง ต้องดูวัตถุประสงค์ของรายจ่ายด้วย หากต้องการดูรายละเอียดเจาะลึกว่ารายจ่ายใดต้องบวกกลับ ควรอ่าน รายจ่ายต้องห้าม คืออะไร ซึ่งเป็นหน้าหลักของคีย์นี้โดยตรง
เอกสารคือหัวใจของการใช้รายจ่ายทางภาษี
การมีรายจ่ายจริงเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากบริษัทไม่สามารถอธิบายได้ว่าเป็นค่าอะไร จ่ายให้ใคร และเกี่ยวข้องกับกิจการอย่างไร บริษัทจึงควรจัดเก็บเอกสารตั้งแต่วันที่เกิดรายการ ไม่ควรรอจนใกล้ปิดงบ
- ใบกำกับภาษีและใบเสร็จรับเงิน
- ใบแจ้งหนี้และใบส่งของ
- ใบสั่งซื้อหรือเอกสารอนุมัติ
- สัญญาหรือข้อตกลง
- หลักฐานการโอนเงิน
- หนังสือรับรองภาษีหัก ณ ที่จ่าย
- เอกสารเงินเดือนและค่าจ้าง
- หลักฐานการเดินทางหรือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับงาน
หากต้องการจัดระบบเอกสารรายเดือน สามารถอ่าน วิธีเตรียมเอกสารส่งสำนักงานบัญชี และ ใบเสร็จรับเงินและหลักฐานชำระเงิน
ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของกรรมการหักภาษีบริษัทได้หรือไม่
ไม่ควรใช้หลักว่า “กรรมการเป็นเจ้าของบริษัทจึงเบิกอะไรก็ได้” เพราะบริษัทเป็นนิติบุคคลแยกจากตัวกรรมการหรือผู้ถือหุ้น รายจ่ายส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอาจไม่สามารถนำมาหักในการคำนวณกำไรสุทธิทางภาษีได้
แต่ในบางกรณีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับกรรมการอาจเป็นรายจ่ายของกิจการได้ หากเป็นสิทธิหรือผลตอบแทนจากการทำงาน มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจ และมีหลักฐานหรือข้อตกลงรองรับ จึงต้องดูข้อเท็จจริงของแต่ละรายการ ไม่ควรเหมารวมทั้งหมดเป็นรายจ่ายต้องห้าม
รายจ่ายต้องห้ามส่งผลอย่างไรต่อภาษีบริษัท
รายจ่ายต้องห้ามอาจถูกบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชีได้ แต่เมื่อนำมาคำนวณภาษีต้องปรับ “บวกกลับ” เพื่อหากำไรสุทธิทางภาษี ผลคือกำไรที่ใช้คำนวณภาษีอาจสูงกว่ากำไรตามงบการเงิน
หากต้องการดูตัวอย่างเฉพาะเรื่องการบวกกลับ สามารถอ่าน ค่าใช้จ่ายบวกกลับทางภาษี เพื่อแยกบทบาทจากบทความนี้ ซึ่งเน้นภาพรวมการลดภาระภาษีอย่างถูกต้อง
สิทธิหักรายจ่ายเพิ่ม ใช้ได้ทุกบริษัทหรือไม่
ไม่ใช่ สิทธิหักรายจ่ายเพิ่มหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีหลายรายการเกิดจากพระราชกฤษฎีกา มาตรการส่งเสริม หรือเงื่อนไขเฉพาะ เช่น ประเภทรายจ่าย ช่วงเวลาที่จ่าย ผู้ให้บริการที่ขึ้นทะเบียน หรือคุณสมบัติของบริษัท
ดังนั้นไม่ควรนำข้อมูลว่า “รายการนี้หักได้ 2 เท่า” จากปีเก่ามาใช้กับปีปัจจุบันโดยอัตโนมัติ ก่อนใช้สิทธิทุกครั้งควรตรวจว่ามาตรการยังมีผลอยู่หรือไม่ และบริษัทเข้าเงื่อนไขจริงหรือไม่

หัก ณ ที่จ่ายเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายบริษัทอย่างไร
ค่าใช้จ่ายหลายประเภท เช่น ค่าบริการ ค่าเช่า ค่าจ้างทำของ หรือค่าตอบแทนบางลักษณะ อาจมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ผู้จ่ายจึงควรตรวจประเภทเงินได้และสถานะของผู้รับก่อนจ่ายเงิน ไม่ควรรอให้สำนักงานบัญชีตรวจย้อนหลังหลังสิ้นเดือน
สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คืออะไร เพื่อช่วยให้เอกสารรายจ่ายและภาษีของบริษัทสัมพันธ์กัน
VAT กับค่าใช้จ่ายบริษัทเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่
ไม่ใช่ รายจ่ายทางภาษีเงินได้นิติบุคคลกับสิทธิภาษีซื้อ VAT เป็นคนละเรื่องกัน ค่าใช้จ่ายหนึ่งรายการอาจเป็นรายจ่ายทางภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ แต่ภาษีซื้ออาจใช้ไม่ได้หากเอกสารหรือรายการไม่เข้าเงื่อนไข VAT
บริษัทที่จด VAT จึงต้องตรวจทั้งสองด้านพร้อมกัน สามารถศึกษา การจดทะเบียนและระบบ VAT เพิ่มเติมได้
ลดภาษีบริษัทอย่างถูกต้อง ต้องวางแผนตั้งแต่เมื่อไร
ควรเริ่มตั้งแต่ต้นรอบบัญชี ไม่ใช่ปลายปี เพราะการวางแผนภาษีที่ดีเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจจริงของธุรกิจ เช่น วิธีซื้อทรัพย์สิน รูปแบบค่าตอบแทน การทำสัญญา การเก็บเอกสาร และช่วงเวลาที่เกิดรายได้หรือรายจ่าย
ระหว่างปีเจ้าของกิจการควรดูผลประกอบการเป็นระยะ โดยเฉพาะช่วงประมาณการภาษีครึ่งปี เพื่อไม่ให้กำไรที่คาดกับผลจริงแตกต่างกันมากเกินไป สามารถอ่าน วางแผนภาษีสำหรับธุรกิจ SME สำหรับเนื้อหาเชิงกลยุทธ์โดยเฉพาะ
เช็กลิสต์ 8 ข้อ ก่อนนำค่าใช้จ่ายมาหักภาษี
- รายการนี้เกิดขึ้นจริงหรือไม่
- เกี่ยวข้องกับกิจการหรือการหารายได้หรือไม่
- อยู่ในรอบบัญชีที่ถูกต้องหรือไม่
- มีใบเสร็จ ใบกำกับภาษี สัญญา หรือหลักฐานสนับสนุนหรือไม่
- ชื่อผู้ซื้อหรือผู้รับบริการในเอกสารตรงกับบริษัทหรือไม่
- รายการนี้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่
- เข้าลักษณะรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรีหรือไม่
- มีสิทธิภาษีพิเศษที่ใช้ได้ในปีนั้นหรือไม่
หากตอบคำถามเหล่านี้ได้ก่อนบันทึกบัญชี จะช่วยให้ฝ่ายบัญชีตรวจเอกสารง่ายขึ้นและลดรายการที่ต้องกลับมาแก้ตอนปิดงบ
วางระบบบัญชีช่วยลดความเสี่ยงภาษีได้อย่างไร
ธุรกิจที่แยกบัญชีธนาคารบริษัทออกจากบัญชีส่วนตัว กำหนดขั้นตอนอนุมัติค่าใช้จ่าย มีใบสำคัญจ่าย และส่งเอกสารให้ผู้ทำบัญชีตรงเวลา จะสามารถตรวจรายจ่ายผิดปกติได้เร็วกว่าและประเมินภาษีได้แม่นยำขึ้น
หากต้องการพัฒนาระบบเอกสารและ Workflow สามารถดู บริการวางระบบบัญชี และ สำนักงานบัญชีช่วยดูแลงานอะไรบ้าง
.jpg)
ปิดงบแล้วค่อยวางแผนภาษีสายเกินไปหรือไม่
หลายเรื่องยังแก้ไขได้ด้วยการตรวจเอกสารและปรับปรุงบัญชีให้ถูกต้อง แต่หากธุรกรรมเกิดขึ้นไปแล้ว บริษัทไม่ควรสร้างเอกสารหรือรายการย้อนหลังเพื่อหวังผลทางภาษี การวางแผนที่ดีจึงควรเกิดก่อนหรือในขณะที่ทำธุรกรรมจริง
ช่วงก่อนปิดงบควรใช้สำหรับตรวจความครบถ้วนของรายได้ รายจ่าย สินทรัพย์ หนี้สิน และรายการปรับปรุง หากต้องการดูภาพรวมกระบวนการปลายปี สามารถอ่าน การปิดบัญชีและปิดงบการเงิน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับลดหย่อนภาษีนิติบุคคล
1. ซื้อของในนามกรรมการแล้วบริษัทนำมาหักภาษีได้หรือไม่?
ต้องพิจารณาข้อเท็จจริง เอกสาร และความเกี่ยวข้องกับกิจการ ไม่ควรสรุปว่าหักได้เพียงเพราะบริษัทเป็นผู้คืนเงินให้กรรมการ เอกสารควรสะท้อนผู้ซื้อและรายการที่เกิดขึ้นจริงให้ชัดเจน
2. ไม่มีใบเสร็จ หมายความว่าหักภาษีไม่ได้ทุกกรณีหรือไม่?
ไม่ควรเหมารวมจากเอกสารชนิดเดียว ต้องพิจารณาว่ามีหลักฐานอื่นที่พิสูจน์ผู้รับเงิน รายการ และความเกี่ยวข้องกับกิจการได้เพียงพอหรือไม่ แต่การมีเอกสารครบตั้งแต่ต้นจะลดความเสี่ยงได้มากกว่า
3. ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเจ้าของเอามาลดภาษีบริษัทได้หรือไม่?
หากเป็นรายจ่ายส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ โดยหลักไม่ควรนำมาเป็นรายจ่ายทางภาษีของบริษัท
4. บริษัท SME เสียภาษีกี่เปอร์เซ็นต์?
หากเข้าเงื่อนไขทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้จากการขายสินค้าและบริการไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อรอบบัญชี จะใช้อัตราภาษี SME ตามช่วงกำไรสุทธิ ส่วนกิจการที่ไม่เข้าเงื่อนไขต้องพิจารณาอัตราปกติที่เกี่ยวข้อง
5. วางแผนภาษีตอนปลายปีได้หรือไม่?
สามารถตรวจและประมาณการได้ แต่โอกาสในการวางโครงสร้างธุรกรรมจะน้อยกว่าการเริ่มตั้งแต่ต้นปี วิธีที่เหมาะสมคือทบทวนบัญชีและภาษีเป็นระยะตลอดรอบบัญชี
สรุป ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลที่ดีต้องเริ่มจากบัญชีและเอกสารจริง
ลดหย่อนภาษีนิติบุคคล ไม่ได้หมายถึงการพยายามสร้างค่าใช้จ่ายให้มากที่สุด แต่คือการจัดการรายจ่ายของบริษัทให้ถูกต้อง ใช้สิทธิที่กฎหมายให้ ตรวจรายจ่ายต้องห้าม และเก็บเอกสารที่สามารถพิสูจน์รายการได้
บริษัทที่ตรวจบัญชีทุกเดือน แยกเงินส่วนตัวออกจากเงินบริษัท และประเมินภาษีระหว่างปี จะวางแผนได้ง่ายกว่าการรอจนใกล้ยื่น ภ.ง.ด.50 หากต้องการให้ผู้ทำบัญชีช่วยดูแลตั้งแต่รายเดือน สามารถดู บริการทำบัญชีรายเดือนและรายปี และ บริการที่ปรึกษาภาษี เพิ่มเติมได้
